
มท.4 ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในพื้นที่จ.ขอนแก่น
วันที่ 23 มกราคม 2569 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) พร้อมนายภัทริส ณ นคร หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในพื้นที่ โดยมีนายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายพิสดาร ประดา ผู้ตรวจราชการกรม นายนพรัตน์ ธำรงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองแผน นางจิรภา เชื้อดวงผุย พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ร่วมลงพื้นที่ติดตามและสนับสนุนข้อมูลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด พร้อมนี้มีผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ
โอกาสนี้ มท.4 ได้รับฟังรายงานผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนในพื้นที่อำเภอชนบท พร้อมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการอนุรักษ์และต่อยอด ภูมิปัญญาผ้าไหมมัดหมี่ ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน จากนั้นได้ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเยี่ยมชมการดำเนินงานของ พิพิธภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่ “ชินไหมไทย” โดยมี คุณสุระมนตรี ศรีสมบูรณ์ ครูช่างศิลปหัตถกรรม สาขาลวดลายผ้า และศิลปิน OTOP ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ฯ ให้การแนะนำและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทอผ้าไหม
ต่อจากนั้น คณะได้เดินทางไปยังพื้นที่ วัดตะคลองสีผึ้งตำบลบ้านหว้า อำเภอเมืองขอนแก่น ติดตามผลการขับเคลื่อน ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกลไกผู้นำการเปลี่ยนแปลงและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับขุมชน
ในโอกาสนี้ มท.4 ได้กล่าวว่า “ขอนแก่นมีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาผ้าไหมที่โดดเด่น มีชื่อเสียง สามารถต่อยอดเป็นสินค้าคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากพัฒนาอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การออกแบบให้ร่วมสมัย และการตลาด โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์และการเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวชุมชน จะช่วยสร้างรายได้ให้ครัวเรือนและชุมชนอย่างยั่งยืน” พร้อมกันนี้ เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันในพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นฐาน เพื่อขับเคลื่อน “ตำบลเข้มแข็ง” ให้เกิดผลจริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว