ประวัติความเป็นมา

ความเป็นมาของอำเภอท่าชนะ

พ.ศ.๒๔๓๙ (ร.ศ.๑๑๕) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้รวมหัวเมืองมีเมืองกำเนิดนพคุณ (บางสะพาน) เมืองชุมพรเมืองหลังสวน เมืองไชยา และเมืองกาญจนดิษฐ   (บ้านดอน) เป็นมณฑลชุมพร มีสมุหเทศาภิบาลมณฑลปกครองดูแล ยกเลิกการปกครองระบบ “กินเมือง” (ในสมัย ร.๑ – ร.๕ การปกครองใช้กฎหมายตราสามดวง ที่ ร.๑ พ.ศ.๒๓๔๗ ทรงรวบรวมและชำระกฎหมายเก่า สมัยกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการบ้านเมืองของตน  เป็นสิทธิขาดมีอำนาจเก็บภาษีใช้ไพร่   เก็บเงินค่าราชการ  และมีสิทธิลงโทษราษฎรได้ตามชอบใจ)  มาสู่ระบบ “เทศาภิบาล”  โดยตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐) จัดเป็นหมู่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน)  ตำบล (กำนัน)  อำเภอ (นายอำเภอ)  และมณฑล (ข้าหลวงเทศาภิบาล) แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๘ มณฑล  ทางภาคใต้มี ๓ มณฑล (มณฑลชุมพร  มณฑลนครศรีธรรมราช  มณฑลภูเก็จ) ส่วนเมืองคีรีรัฐนิคมซึ่งเดิมขึ้นเมืองตะกั่วป่า มณฑลภูเก็จ ได้ยุบลงเป็นอำเภอและโอนมาขึ้นเมืองไชยา  ต่อมาได้ออกข้อบังคับลักษณะปกครองหัวเมือง ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๔๔๑)  กำหนดให้ท้องที่หลายอำเภอรวมกันเป็นหัวเมือง ๗ หัวเมือง  มีผู้ว่าราชการเมืองปกครองดูแลเพื่อดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง  และมีจุดรวมที่กระทรวงมหาดไทย

พ.ศ.๒๔๔๒ (ร.ศ.๑๑๘) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ    ให้รวมเมืองไชยา  และเมืองกาญจนดิษฐ (บ้านดอน) รวมทั้งอำเภอคีรีรัฐนิคม  เป็นเมืองไชยา (บ้านดอน)  ส่วนเมืองไชยาเก่าถูกลดฐานะเป็นอำเภอ  เรียกว่า อำเภอพุมเรียง  ทำให้ชาวบ้านเรียกไชยาเก่า  คือที่พุมเรียงเรียกไชยาใหม่คือที่บ้านดอน (มีฐานะเป็นเมือง) และขึ้นมณฑลชุมพร (มณฑลชุมพรขณะนั้นมี ๓ เมือง คือ เมืองชุมพร          เมืองหลังสวน  และเมืองไชยา) ต่อมา พ.ศ.๒๔๔๘ (ร.ศ.๑๒๔)  ได้ย้ายศูนย์กลางของมณฑลชุมพรมาอยู่ที่เมืองไชยาใหม่ ตั้งศาลาว่าการมณฑลที่บ้านดอน  สืบเนื่องจากไม่สามารถคุมเหตุการณ์เรื่องอั้งยี่ให้สงบเรียบร้อยได้ และต้องการปรับเปลี่ยนนโยบายการปกครองด้วย

ส่วนแดนดินถิ่น “ท่าชนะ” นั้นเดิมเรียกว่า “ประสงค์” บ้างก็เรียก “พะสง” ก่อน พ.ศ.๒๔๓๙        (ร.ศ.๑๑๕) ประสงค์มีฐานะเป็นแขวงขึ้นเมืองหลังสวนมีนายแขวงปกครองดูแล (เมืองหลังสวนขณะนั้นมี ๔ แขวง  ได้แก่  แขวงหลังสวน  แขวงสวี  แขวงพะโต๊ะ  และแขวงประสงค์) แต่หลังจากการจัดระบบการปกครองแล้ว  แขวงประสงค์มีฐานะเป็นอำเภอ  ส่วนที่ตั้งที่ทำการแขวง  และที่ว่าการอำเภอเดิมไม่ทราบว่าตั้งอยู่ที่ใด พ.ศ.๒๔๔๑     (ร.ศ.๑๑๗)  ที่ว่าการอำเภอได้ตั้งอยู่ที่ท่า(กระ)จาย (ปัจจุบันหมู่ที่ ๑  ตำบลท่าชนะ)  ห่างจากที่ว่าการอำเภอปัจจุบันราว  ๔ กิโลเมตร  ไม่ทราบรายนามผู้ปกครองดูแล  นัยว่ามีผู้รั้งตำแหน่งนายอำเภอ  ๔ นาย  ในช่วง พ.ศ.๒๔๔๘ – ๒๔๕๓ หลวงรักษ์นรกิจ (ธน ณ สงขลา)  นายอำเภอไชยาได้สร้างถนนไชยา – เขา(ประ)สงค์ – ท่า(กระ)จาย      ด้วยเกณฑ์แรงงาน  ครั้น พ.ศ.๒๔๔๙ (ร.ศ.๑๒๕)  ได้มีการแบ่งการปกครองเมืองไชยา  มณฑลชุมพร  ออกเป็น    ๑๑ อำเภอ  โดย “อำเภอประสงค์” ซึ่งเดิมขึ้นเมืองหลังสวนมาเป็นอำเภอขึ้นเมืองไชยา (เมืองไชยาขณะนั้นมี     ๑๑ อำเภอ  ได้แก่  เมือง  พุมเรียง  เกาะ  คีรีรัฐนิคม  พุมดวง  กาญจนดิษฐ พุนพิน  ประสงค์  พะแสง  ลำพูน  และท่าชนะ  โดย  ๓ อำเภอหลังก่อนนี้ขึ้นมณฑลนครศรีธรรมราช) พ.ศ.๒๔๕๓ (ร.ศ.๑๒๙)  ได้ปรับปรุงหัวเมืองและเทศาภิบาล  ผู้ว่าราชการเมืองได้แบ่งการปกครองเมืองไชยา ออกเป็น ๑๒ อำเภอ ได้แก่ ไชยา พุมดวง  กาญจนดิษฐ  เกาะสมุย  พุมเรียง พุนพิน คีรีรัฐนิคม ลำพูน พะแสง  กิ่งท่าฉาง (ขึ้นอำเภอพุมเรียง)  กิ่งท่าชนะ (ขึ้นอำเภอคีรีรัฐนิคม) และกิ่งประสงค์ (ขึ้นอำเภอพุมเรียง) ทำให้อำเภอประสงค์(เดิม) ซึ่งขึ้นเมืองไชยา มณฑลชุมพร ลดฐานะลงเป็น   “กิ่งประสงค์” ตั้งแต่นั้นมา

พ.ศ.๒๔๕๘ (ร.ศ.๑๓๔) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จประพาสหัวเมืองภาคใต้   ได้ประทับพักแรมที่ตำหนักควนท่าข้าม (พุนพิน) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองไชยา (บ้านดอน) เป็นเมืองสุราษฎร์ธานี  แม่น้ำหลวงเป็นแม่น้ำตาปี และมณฑลชุมพรเปลี่ยนเป็นมณฑลสุราษฎร์ จากนั้น พ.ศ.๒๔๕๙ (ร.ศ.๑๓๕) ได้เปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัด (ผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด) พ.ศ.๒๔๖๓ (ร.ศ.๑๓๙)   “กิ่งประสงค์”  ถูกยุบและโอนท้องที่ไปขึ้นอำเภอพุมเรียง  และตามทำเนียบกระทรวงมหาดไทยที่จัดพิมพ์ขึ้น    (พ.ศ.๒๔๘๐) ไม่ปรากฏชื่อกิ่งประสงค์อีก

พ.ศ.๒๔๖๙  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ยุบมณฑลสุราษฎร์ไปขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราชด้วยมีพระราชประสงค์จะตัดทอนรายจ่าย  หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ จนกระทั่งระบบมณฑลเทศาภิบาลถูกยกเลิกไปหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๖  สุราษฎร์จึงปรากฏชื่อและมีฐานะเป็นจังหวัดในราชอาณาจักรสยามมาจนถึงทุกวันนี้ (สยามเปลี่ยนมาเป็นประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒)

พ.ศ.๒๔๗๘  ที่ว่าการอำเภอพุมเรียงได้ย้ายมาตั้งที่ตลาดไชยา พ.ศ.๒๔๘๐ อำเภอพุมเรียงได้เปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองไชยา  ต่อมา พ.ศ.๒๔๙๑ ให้ตัดคำว่า เมืองออก และเรียก อำเภอไชยา มาจนถึงปัจจุบัน ส่วนกิ่งประสงค์นัยว่าถูกยุบไปประมาณ ๒๙ ปี  คำว่า “อำเภอประสงค์” และ “กิ่งประสงค์” ได้เลือนลางไปจากทางการ คำว่า “หนองหวาย” ได้เข้ามาแทนตามชื่อสถานีรถไฟ  ที่ตัดผ่านชุมชนในระยะต่อมา เมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญขึ้นตามลำดับจึงได้รวมท้องที่  ๕ ตำบล  ได้แก่  ประสงค์  วัง  ท่าชนะ  สมอทอง  และคันธุลี  ยกฐานะตั้งเป็นกิ่งอำเภอใหม่  เรียกว่า “กิ่งอำเภอท่าชนะ”  เมื่อวันที่ ๒๐  มกราคม  ๒๔๙๑  ขึ้นอำเภอไชยา  จังหวัดสุราษฎร์ธานี (จังหวัดสุราษฎร์ธานีในขณะนั้น  แบ่งการปกครองออกเป็น  ๘ อำเภอ  ๓ กิ่ง)  ตั้งที่ว่าการที่ตลาดหนองหวาย (ปัจจุบันหมู่ที่ ๔  ตำบลท่าชนะ) จากนั้น พ.ศ.๒๔๙๙  ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ  เรียกว่า “อำเภอท่าชนะ” ตามชื่อกิ่งอำเภอที่ตั้งมาก่อนนี้  และได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งในที่ปัจจุบันตามเส้นทางรถไฟตัดผ่าน  ต่อมาชุมชนบ้านหนองหวาย  ตลาดหนองหวาย  และสถานีหนองหวายได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นตลาดท่าชนะ  และสถานีท่าชนะให้สอดคล้องกันในตอนหลัง  ปัจจุบัน “หนองหวาย” เหลืออยู่เพียงชื่อหมู่บ้านและเกือบจะเลือนหายไป  ด้วยคำว่า “ท่าชนะ” เข้ามาแทนที่  และต่อมาเมื่อวันที่  ๒๓  กุมภาพันธ์  พ.ศ.๒๕๔๐ ได้ปรับปรุงการปกครองท้องที่ระดับตำบลเพิ่มขึ้นอีก  ๑ ตำบล  คือ  ตำบลคลองพา

คำว่า “ประสงค์”  เป็นชื่อทีเรียกขานชื่อ(ภู)เขา  และเป็นชื่อที่กล่าวขานถึงชุมชนและหมู่บ้านรวมถึงท้องที่การปกครองที่เคยเป็นแขวง  อำเภอ  และกิ่งอำเภอที่เกิดขึ้นในอดีต  รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์  อันได้แก่ “แม่นาง(ประ)สงค์” ที่ยังกล่าวขานในแดนดินถิ่นนี้ตลอดมา  แต่ในปัจจุบันชื่อ “ประสงค์” เป็นเพียงการปกครองท้องที่ระดับตำบลเท่านั้น

ส่วนคำว่า “ท่าชนะ” เป็นชื่อเรียกขานกันมา  โดยอาศัยเค้าโครงทางประวัติศาสตร์  ในช่วงถัดมาว่า  เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท  และแม่ทัพนายกองยกทัพมาปราบพม่าที่ยกทัพมาตีหัวเมืองทางภาคใต้  เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว  มีการประกาศชัยชนะและสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งชื่อว่า  วัดโคธาราม (วัดอัมพาวาส)  ในครั้งนั้นได้สร้างอนุสรณ์จำหลักไม้สี่เหลี่ยม  หนา ๘ นิ้ว ด้วยไม้กันเกรา(ตำเสา)  สลักอักษรว่า “ชิตํเม” มีความหมายว่า      ชนะแล้ว  มีอยู่  ๒ หลัก  ปักไว้ทางด้านเหนือที่คลองท่าชนะ (ปัจจุบันหมู่ที่ ๕  ตำบลท่าชนะ) และทางด้านใต้ที่คลองวังเก่า (ปัจจุบันหมู่ที่ ๕  ตำบลวัง)  ต่อมาความหมายตามคำนี้จึงได้นำมาใช้เรียกขานชื่อชุมชน  หมู่บ้าน  และลำคลองในระยะต่อมาโดยอาศัยเงื่อนไขเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว  จากเดิมที่ปรากฏชื่อแขวงประสงค์  อำเภอประสงค์  และกิ่งประสงค์ที่ถูกยุบไปเหลือเพียงชื่อตำบล  เมื่อมีการตั้งกิ่งอำเภอขึ้นใหม่คำว่า “ท่าชนะ” ที่เรียกขานกันอยู่ตามความหมาย ชิตํเม  มงคลนามซึ่งแพร่หลายในหมู่บ้านและชื่อคลองในขณะนั้น  ได้นำมาเป็นชื่อกิ่งอำเภอใหม่ ดังนั้นคำว่า “ท่าชนะ”  จึงได้รับการเรียกขานสืบต่อกันมานับแต่ชุมชน  หมู่บ้าน  และตำบล  แพร่หลายมาเป็นชื่อกิ่งอำเภอ  สถานีรถไฟ  ตลาด  และอำเภอต่อมาจนทุกวันนี้

(Visited 1,552 times, 1 visits today)