ประวัติเมืองร้อยเอ็ด และเมืองศรีภูมิเดิม

รวบรวมเรียบเรียงโดย     นายน้อย  ทองหนา

จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย   นางสุมาลี  ทองหนา

ภาคที่ ๑

          เมืองร้อยเอ็ด เมือง ๑๑ ผักตู ๑๘ ป่องเอี้ยม ซาวเก้าแม่ขั่นได เมืองร้อยเอ็ดสมัยดึกดำบรรพ์ว่า เมืองสาเกตุนคร ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในตำราอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม)  กัณฑ์ที่ ๖ ซึ่งจารลงในใบลานด้วยตัวอักษรตัวธรรมแบบหลวงพระบาง  ในกัณฑ์ที่  ๖  นี้  ได้กล่าวถึงประวัติเมืองร้อยเอ็ดไว้ด้วย  เมืองสาเกตุนครแห่งนี้  มีพระยาสุริยะวงษาเป็นเจ้าเมืองตั้งแต่สมัยพุทธกาล  ครั้นพญาสุริยะวงษาทิวงคตแล้วบ้านเมืองแตกสลาย  ประชาชนพลเมืองพากันอพยพไปอยู่ทางจังหวัดหนองคายในปัจจุบันนี้มีคำกลอนอีสานบทหนึ่งเกี่ยวกับเมืองสาเกตนี้ว่า  “เมืองสิบเอ็ดผักตู สิบแปดป่องเอี้ยม  ซาวเก้าแม่ขั่นได”  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าได้มีการก่อสร้างวิหารสูงหกชั้นคือที่กลางเมือง  คือกลางบึงพลาญชัย  ให้มีบันได ๒๕ ขั้น มีหน้าต่าง  ๑๘  ช่อง  มีประตู  ๑๐๑  ช่อง (โบราณอ่านว่า  สิบเอ็ดหรือสิบหนึ่ง)  มีตำนานผาแดงนางไอ่ตอนหนึ่งว่า  “บึงพลาญชัยนี้ บั้งไฟขนาดมหึมาของพญาขอมตกลงมาจนกลายเป็นบึง”

                   ในสมัยพระเจ้าสุริยะวงษาธรรมิกราชครองเมืองสาเกตอยู่นั้น  มีเมืองขึ้นอยู่ภายใต้การปกครอง  ๑๑  เมือง  มีทางเข้า  ๑๑  ประตู  โดยถือเป็นสัญลักษณ์พิเศษของเมืองแห่งนี้ คือ

                   ด้านทิศเหนือ

  • ประตูเมืองฟ้าแดด (บ้านฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาไสย  จังหวัดกาฬสินธุ์)
  • ประตูเมืองสีแก้ว (บ้านสีแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด)
  • ประตูเมืองเชียงเหียน (บ้านเชียงเหียน  อำเภอเมือง  จังหวัดมหาสารคาม )

ด้านทิศตะวันตก

  • ประตูเมืองเปลือย (บ้านเปลือย  อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด)
  • ประตูเมืองทอง (บ้านเมืองทอง  อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด)
  • ประตูเมืองหงส์ (บ้านเมืองหงส์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด)

ด้านทิศใต้

  • ประตูเมืองบัว (บ้านเมืองบัว  ตำบลเมืองบัว  อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด)
  • ประตูเมืองคอง (บ้านเมืองคอง  ตำบลหนองขาม อำเภออาจสามารถ  จังหวัดร้อยเอ็ด)

 

ด้านทิศตะวันออก

  • ประตูเมืองเชียงขวาง  (บ้านจาน  อำเภอธวัชบุรี  จังหวัดร้อยเอ็ด)
  • ประตูเมืองเชียงดี (บ้านโนนหัว อำเภอธวัชบุรี  จังหวัดร้อยเอ็ด)
  • ประตูเมืองไพ (บ้านเมืองไพ  อำเภอเสลภูมิ  จังหวัดร้อยเอ็ด)

รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองสาเกต  ซึ่งปรากฏอยู่ในตำนานพระอุรังคธาตุ มีว่าครั้นอาณา

ประชาราษฎร์ทั้งหลายที่เป็นชาวต่างประเทศเห็นว่า  สาเกตนครนี้สมบูรณ์ไปด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค  ก็พากันอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมธิสมภาร ตั้งบ้านเรือนอยู่คราวละเล็กละน้อยบ่อมิได้ขาด  ตั้งแต่นั้นมาผู้คนในราชอาณาจักรของพระองค์ก็มีมากขึ้น  และเป็นราชธานีของท้าวพญาทั้งหลาย  โดยมีพลเมืองที่ใช้ในราชการได้ถึง  ๔,๗๘๙,๐๐๐  คน

                   ในครั้งนั้นพระองค์ทรงตั้งอำมาตย์ขึ้นหลายคน  ดังต่อไปนี้

คนที่ ๑ มีนามว่า  หมื่นพืชน์โลก  ให้มีบริวาร  ๕๐,๐๐๐  คน  ครั้นถึงฤดูกาลพืชข้าวกล้า  ส้มสูกลูก

ไม้บังเกิดขึ้นให้หมื่นพืชน์โลกและบริวารเป็นผู้แบ่งให้พลเมืองทั้งหลายเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทะเลาะวิวาทซึ่งกันและกัน

          คนที่ ๒ ทรงตั้งอโนชิต  เป็นหมื่นกลางโฮง  มีหน้าที่ดูแลในพระราชฐานทั้งสิ้น

          คนที่ ๓ ทรงตั้งอำมาตย์อีกคนสำหรับจัดการบ้านเมือง  ให้ชื่อว่าหมื่นหลวงกลางเมือง

          คนที่ ๔ ทรงตั้งเป็นหมื่นชุมนุมเมือง

          คนที่ ๕ ทรงตั้งเป็นฮามเมือง

                   นับตั้งแต่คนที่ ๓  ถึงคนที่  ๕  ทั้งสามคนนี้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย  ส่วนหมื่นแก่ซซึ่งเป็นคนที่  ๖  นั้น  ให้เป็นผู้ว่ากล่าวตักเตือนราษฎรชาวเมืองและสร้างรั้ววังกำแพงนคร  มีบริวาร  ๕๐,๐๐๐  คน

                   พระองค์ทรงสร้างวัดวาอาฮามกระตึบ (กุฎี)  กฎี  วิหาร  ก่อด้วยหินมุกข์  เป็นหกชั้น  มีสัณฐานเป็นประดุจดั่งชั้นฟ้า  ทั้งหกเจาะเป็น  ๑๐๑  ประตู  ฮุ่งเฮือง  งามยิ่งนัก  เหมือนเมื่อครั้งพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่  คณานับพระภิกษุสงฆ์ในนครสาเกตุ  ๒๐,๐๐๐  รูป  สามเณร  ๑๓,๐๐๐ รูป  ผ้าขาวดาบส  ๓๗,๙๐๐ คน  และทรงตั้งบุคคลหนึ่งให้ดูแลฝ่ายพระพุทธศาสนาให้ชื่อว่า  “ขุนปฏิวัติพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์” 

                   ส่วนราษฎรนอกนั้นให้หมื่นแก่เป็นหัวหน้าสร้างกำแพงเมืองให้มีประตูเมือง  ๑๐๑  ประตู  และให้สร้างสะพานข้ามในที่อันควรข้ามจงทุกแห่ง  กิติศัพท์อันนี้ปรากฏไปทั่วทิศานุทิศ (จบภาค ๑)

 

 

..............................................................................................................................................................................

เชิงอรรถ

          จากอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของพระยอดแก้ว  พุทธชิโนรส  สกลมหาสังฆปาโมกข์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรลาว พิมพ์ที่ หจก.จงเจริญการพิมพ์   เมื่อ  ๑๒  มีนาคม  ๒๕๒๘  ข้อเขียนของพระเทพรัตนโมลี  นายจารุบุตร  เรืองสุวรรณ

ภาคที่ ๒

                   นครสาเกตซึ่งอยู่คู่กับนครสากล (สกลนคร)  เป็นนครร้างอยู่ช้านานจนกระทั่งจุลศักราช ๑๑๓๗ (พ.ศ. ๒๓๑๘) ปีมะแม  สัปตศก  ท้าวทนต์ หรือสุทนต์มณี  จ้าวเมืองท่งศรีภูมิ  ได้มาตั้งบ้านกุ่มฮ้าง (ร้าง)  หรือเมืองสาเกต  เดิมขึ้นเป็นเมืองร้อยเอ็ดแต่นั้นมา (โบราณเขียน ๑๑  ดังนี้  เขียน ๑  ลงก่อนเขียน  ๐  ลงทีหลังอ่านว่า  ๑๐  แล้วเขียน ๑  ต่อท้าย เป็น  ๑๐๑  อ่านว่า  สิบหนึ่ง  หรือ  สิบเอ็ด  แต่ไทยกลางอ่าน  ๑๐๑  ว่าร้อยเอ็ด  เช่นนี้  เมืองสิบเอ็ดประตูเลยกลายเป็นเมืองร้อยเอ็ดไป)

                   เมืองร้อยเอ็ดสมัยกลาง  ท้าวทนต์หรือสุทนต์มณี  เจ้าเมืองคนที่ ๑  ได้มาตั้งเมืองเมื่อ พ.ศ.  ๒๓๑๘  ปีมะแม สัปตศก  ท้าวทนต์เป็นบุตรคนที่ ๒ ของเจ้าแก้วมงคลหรือเจ้าแก้วบูฮมหรือจารย์แก้ว  เรียกได้หลายชื่อ  เจ้าแก้วเป็นผู้มาตั้งเมืองท่งศรีภูมิคนแรก  เจ้าแก้วถึงแก่อนิจกรรมแล้ว  ท้าวมืดผู้เป็นบุตรคนที่ ๑  ขึ้นครองเมืองท่งศรีภูมิแทนพ่อ  เมื่อท้าวมืดถึงแก่อนิจกรรมแล้ว  ท้าวทนต์ผู้น้องขึ้นครองเมืองท่งศรีภูมิแทนผู้พี่มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๐๖-๒๓๑๐ เป็นเวลา  ๔  ปี  (ท้าวทนต์ผู้นี้มีฟันมาแต่กำเนิด)

                   ในระหว่างที่ท้าวทนต์ครองเมืองท่งศรีภูมิอยู่นั้น  เกิดความขัดแย้งกันกับหลานชายคือท้าวเซียงกับท้าวสูน  ทั้งสองคนเป็นลูกชายของท้าวมืด  คำดล  หลานสองคนคบคิดกับกรมการเมือง  อันมีเมืองเมืองแสนเมืองจันทร์เป็นต้นคิดแย่งอำนาจจากอาว์คือท้าวทนต์  ท้าวเซียงกับท้าวสูนจึลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ (เจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) ที่กรุงศรีอยุธยา  ขอกำลังมาขับไล่ท้าวทนต์ให้ออกไปจากเมืองท่งศรีภูมิ  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยามรินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพรหม  พระยากรมท่านำกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา  ท้าวเซียง  ท้าวสูน  เชิญท้องตราพระราชสีห์มาถึงท้าวทนต์  และบอกท้าวทนต์ว่าจะยอมอ่อนน้อมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาโดยดีหรือจะสู้รบประการใดให้ตอบแม่ทัพให้ทราบ  ท้าวทนต์เห็นตราพระราชสีห์และกองทัพยกมาเช่นนั้น  เห็นว่าเมืองตนเป็นเมืองน้อยกำลังน้อยไม่สามารถสู้รบกับเมืองหลวงได้  จึงทำหนังสือบอกไปยังแม่ทัพว่าขอพึ่งพระบารมีโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา  ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาสืบต่อไป  แล้วท้าวทนต์ได้พาครอบครัวไปอยู่ที่บ้านดงเมืองจอกริมทุ่งตะหมุม  ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด  พระยากรมท่าจึงมีใบบอกขอตั้งท้าวเซียงเป็นเจ้าเมืองท่งศรีภูมิ  ท้าวสูนเป็นอุปฮาต  พระเจ้าสุริยามรินทร์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตามที่ขอไป

                   พงษาวดารภาคอีสานพระขัติยะวงษา  เหลา  ณ  ร้อยเอ็ด  พิมพ์ปี ๒๔๓๒  กล่าวว่า  เมื่อพระยาพรหม  พระยากรมท่ากลับลงไปเฝ้าละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัวทรงพิโรธและทรงตรัสว่า  “ทำไมไม่ประนีประนอมให้อาว์หลานเขาดีกัน” และโปรดเกล้าให้พระยาพรหม พระยากรมท่ายกกองทัพกลับขึ้นมาอีกมาพักอยู่ที่โนนกระเบาสาวเอ้  แต่ท้าวทนต์ได้หนีไปอยู่ที่เมืองจอกแล้ว  ซึ่งเป็นระยะทาง ๘๐๐ เส้น  แม่ทัพทั้งสองพร้อมกับราชวงค์เวียงจันทร์  เจ้าธรรมสุนทรเจ้าหมื่นน้อย  เมืองนครจำปาศักดิ์นำเอาท้าวทนต์  ท้าวเซียง  ท้าวสูน มากล่าวประนีประนอมให้คืนดีกัน  แล้วให้ท้าวทนต์ไปตั้งบ้านกุ่มนาเทียงหรือบ้านกุ่มฮ้าง(ร้าง)  หรือนครสาเกตเก่า  ขึ้นเป็นเมืองขึ้นใหม่แต่ พ.ศ.๒๓๑๘ แล้วตั้งซื่อเมืองว่า  เมืองร้อยเอ็ด  และตั้งท้าวทนต์เป็นเจ้าเมือง  เป็นที่พระขัติยะวงษาท้าวทนต์  สาเหตุที่มีนามว่า “ขัติยวงษา” เพราะว่าเป็นผู้สืบสกุลมาจากวงษ์กษัตริย์หรือขัติโบราณ  ต้นตะกูลได้แก่  พระเจ้าศรีวรมงคล(เจ้าวรวังโส)  กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทร์

                   ครั้งนั้น  เขตแขวงเมืองสุวรรณภูมิและเมืองร้อยเอ็ดมีว่า  ตั้งแต่ปากน้ำลำพาชี(น้ำชี)  ตกลำน้ำมูลขึ้นมาตามลำน้ำพาชี  ถึงปากห้วยดางเดียวขึ้นไปทุ่งลาดไถ  ไปบ้านดงข้อเหล็ก (คงเป็นดงขี้เหล็ก) บ้านแก่งทรายหินตั้งแต่ถ้ำเต่า  เหวฮวด ดงสวนอ้อย  บึงกุย  ศาลาอีเก้ง  ภูเม็ง  หนองม่วงคลุ้ม  กุ่มปัก  ศาลาหัก  มูลแดง  ประจบปากน้ำลำพาชีตกลำน้ำมูลเป็นเขตเมืองสุวรรณภูมิ

                   ตั้งแต่ลำน้ำยาง(คงเป็นลำน้ำยัง)  ตกลำน้ำพาชีขึ้นไปภูดอกซ้อน  หินทอดยอดยาง  ดู่สามต้น  อ้นสามขวาย  สนามหมาดหญ้า  ผ้าขาวพันนา  ผายพญานาคภูเม็ง  มาประจบหนองแก้ว  ศาลาอีเก้งมาบึงกุยนี้เป็นอาณาเขตเมืองร้อยเอ็ด

                   หมายเหตุ: ลำน้ำพาชีนั้นเดี๋ยวนี้เรียกว่า  ลำน้ำชี  คำว่าข้อเหล็กความจริงเป็นบ้านขี้เหล็ก  คำว่าถ้ำเต่า  เหวฮวด  บึงกุย  ความจริงเป็นถ้ำเตา  เหวฮวก  บึงกุย  ตำบลดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดมหาสารคาม

                   ครั้นจุลศักราช ๑๑๔๕  ปีเถาะ  เบญจศก พ.ศ.๒๓๒๖  พระขัติยวงษาท้าวทนต์ เจ้าเมืองร้อยเอ็ดป่วยถึงแก่กรรม  พระขัติยวงษาทนต์มีบุตร ๓ คน  คือ  ท้าวสีลัง  ท้าวภู  ท้าวอ่อน  จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวสีลังผู้เป็นบุตร  เป็นพระขัติยวงษาเจ้าเมืองร้อยเอ็ดแทน  โปรดเกล้าให้ท้าวภูเป็นอุปฮาต  ต่อมาท้าวภูและท้าวอ่อนได้เป็นพระรัตนวงษา เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ

                   หมายเหตุ: กลุ่ม  ๓  พี่น้องนี่เองเป็นต้นสกุล  ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม  ธนศรีลังกูร  เจริญศิริ  เจริญเดช  เรืองสุวรรณ  สุวรรณเลิศ  อัตถากร  สุวรรณธาดา  สุนทรพิพิธรัตนวงษาวัตร รัตนวงศา และสกุลอื่นๆ  อีกหลายสกุล

 

เจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนที่ ๒

                   เจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนที่ ๒  คือท้าสีลัง  เป็นบุตรของพระยาขัติยวงษาทนต์  ขึ้นครองเมืองร้อยเอ็ดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๒๖-๒๓๘๙  เป็นเจ้าเมืองอยู่นานที่สุด คือเป็นเวลาถึง  ๖๓ ปี  ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ในช่วงนี้นครเวียงจันทร์ซึ่งมีพระเจ้าอนุวงศ์ครองเมือง  และนครจำปาศักดิ์  ซึ่งมีเจ้าโย่บุตรเจ้าอนุครองอยู่ก็ตีทั้งสองเมืองนี้ได้เป็นเมืองของไทยแล้ว  และมีพลเมืองเป็นจำนวนมาก  สองพ่อลูกก็มีใจกำเริบเสิบสาน คิดกบถขึ้น  เมื่อปีจอ  อัฐศก จุลศักราช ๑๑๘๘  พ.ศ. ๒๓๖๙  เจ้าอนุวงศ์ก็แต่งให้อุปฮาดสีถาน  กับเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทร์คุมกองทัพยกมาตีหัวเมืองรายทางเข้ามาถึงเมืองกาฬสินธุ์  จับเจ้าพระยาไชยสุนทร (หมาแพง)  เจ้าเมืองและอุปฮาดสุย กับกรมการเมืองกาฬสินธุ์ฆ่าเสีย  แล้วให้กวาดเอาครอบครัวไพร่บ้านพลเมืองส่งไปยังเมืองเวียงจันทร์ แล้วอุปฮาดราชวงศ์ก็ยกกองทัพล่วงเลยเข้ามาถึงเมืองเขมราช  จับพระเทพวงษาเจ้าเมืองเขมราชฆ่าเสีย  แล้วยกทัพไปถึงเมืองร้อยเอ็ด  พระยาขัติยวงษาสีลังเจ้าเมืองเห็นว่าจะสู้รบต้านทานมิได้  และจะหนีก็ไม่ทัน  จึงคิดกันกับกรมการ  พาเอานางหมาหุย  นางตุ่ย  นางแก้ว  บุตรสาวของพระยาขัติยวงษายกให้เจ้าอุปฮาด แล้วเจ้าอุปฮาดก็ยกกองทัพมาถึงเมืองสุวรรณภูมิ  จับข้าหลวงกองสักได้ฆ่าเสีย และจับเอาตัวเจ้าเมืองมาฆ่าเสียด้วย  พระรัตนวงษาโอ๊ะเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ  จึงเอานางอ่อม  บุตรสาวเจ้าเมืองคนเก่ากับม้าฝาน (ม้าด่าง)  ๑ ตัว  ยกให้เจ้าอุปฮาด จึงได้งดไว้มิได้ฆ่า  แล้วกองทัพเจ้าอุปฮาดราชวงศ์ก็เลยยกมาตีเมืองรายทางลงมาจนถึงเมืองนครราชสีมา ฯลฯ

                   รายละเอียดปรากฏอยู่ในเรื่องขบถเจ้าอนุวงศ์แล้ว  จะไม่ขอกล่าวไว้ในที่นี้อีก  จุลศักราช ๑๒๐๘  ปีมะเมีย  อัฐศก พ.ศ. ๒๓๘๙  วันจันทร์ ขึ้น ๙ ค่ำ  เดือน  ๓  พระยาขัติยวงษาสีลัง เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ป่วยและถึงแก่กรรม  อุปฮาดสิงหื  ราชวงศ์อินบุตร  พระยาขัติยวงษา  จึงพาเจ้าเพี้ยลงมากรุงเทพฯ  พบกับพระพิชัยสุริยะวงษ์เจ้าเมืองโพนพิสัย ซึ่งเป็นพี่ชาย  พระพิชัยสุริยะวงษ์จึงพาอุปฮาดราชวงศ์ท้าวเพี้ย กรมการเมืองร้อยเอ็ด ลงมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระพิชัยสุริยะวงษ์เจ้าเมืองโพนพิสัย กลับขึ้นไปรักษาราชการเมืองร้อยเอ็ด  ครั้นพระพิชัยสุริยะวงษ์ไปถึงเมืองร้อยเอ็ด  จัดการเผาศพพระยาขัติยวงษา  เสร็จแล้วคืนวันหนึ่งอุปฮาดสิงห์ได้ตั้งบ่อนโป  นัดให้พระพิชัยสุริยะวงษ์กับพวกนักเลงมาเล่นที่หอนั่งบ้านพระยาขัติยวงษา  ครั้นเวลาดึกมีคนมาลอบแทงพระพิชัยสุริยวงศ์ถูกที่สีข้างซ้าย ถึงแก่กรรม  ได้ความว่าอุปฮาดสิงห์เกี่ยวข้องในคดีนี้  ครั้นความทราบถึงกรุงเทพฯ  จึงมีตราโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองสุวรรณภูมิส่งตัวอุปฮาดสิงห์และบรรดาบุตรหลานของพระยาขัติยวงษา  ลงมากรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯให้ตะลาการชำระอุปฮาดสิงห์  พิจารณาได้ความเป็นสัตย์ว่าอุปฮาดสิงห์เป็นผู้ใช้ให้จีนจั้นมาแทงพระพิชัยสุริยะวงศ์  อุปฮาดสิงห์เลยต้องถูกจำตายอยู่ในที่คุมขัง  และในระหว่างนั้นเมืองร้อยเอ็ดยังว่างอยู่  หาทันได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดได้เป็นเจ้าเมืองไม่

          หมายเหตุ: พระพิชัยสุริยะวงศ์นามเดิมว่าท้าวตาดี  คนทั่วไปนิยมเรียกว่าเจ้าโพนแพง เป็นผู้สร้างเมืองโพนพิสัย (อยู่ในจังหวัดหนองคาย)  พระพิชัยเป็นพี่ชายต่างมารดากับอุปฮาดสิงห์และราชวงศ์อินทร์  ราชวงศอินทร์ภายหลังเป็นพระขัติยวงษา

                   พระพิชัยสุริยวงษาเป็นน้องร่วมมารดากับญาแม่ปทุมมา ซึ่งเป็นย่าของพระเจริญราชเดช (ท้าวอุ่น ภวภูตานนท์)  จ้าวเมืองมหาสารคามคนที่ ๓

                   ต่อมาได้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงจากหลักฐานที่พึงเชื่อถือได้แน่นอน  ปรากฏว่าอุปฮาดสิงห์หาได้เป็นผู้วางแผนฆ่าพระพิชัยฯ ตามที่เล่ามานั้นไม่  เมื่อพิจารณาจากเหตุผลจากสิ่งแวดล้อมต่างๆแล้ว  เห็นว่ามีอยู่หลายกรณีที่อ้างอิงประกอบได้ เช่น คราวที่พระพิชัยฯ พร้อมอุปฮาดสิงห์ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลข่าวการอสัญกรรมของพระยาขัติยวงษาสีลังผู้บิดานั้น  อุปฮาดสิงห์ก็ได้กราบบังคมทูลสนับสนุนพี่ชายเป็นอย่างดี จนได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพิชัยสุริยะวงษ์กลับมารับราชการเมืองร้อยเอ็ด  และโดยปกติสองพี่น้องนี้มีความรักใคร่ปรองดองกันดีมาก  นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจีนจั้นผู้แทงพระพิชัยฯ  ก็เคยมีอริวิวาทกันกับพระพิชัยฯ มาช้านาน  อนึ่งตามเนื้อเรื่องที่ว่า “พิจารณาได้ความเป็นสัตย์ว่าอุปฮาดสิงห์ ได้ให้จีนจั้นแทงพระพิชัยฯ และอุปฮาดสิงห์เลยต้องจำตายอยู่ในที่คุมขัง”  จากข้อเท็จจริงโดยคำยืนยันของพระเจริญราชเดช (อุ่น)  หลานญาแม่ปทุมมาซึ่งเป็นพี่สาวของพระพิชัยฯ เอง  ได้ความชัดว่าอุปฮาดสิงห์ได้ดื่มยาพิษถึงแก่กรรมในระหว่างทางก่อนจะถึงกรุงเทพฯ ใกล้เมืองนครราชสีมา  และญาติได้ค้นพบจดหมายลาตาย  ถึงภรรยาว่า  “เราไม่เคยคิดขบถต่อเจ้าพี่โพนแพงเลย ตายเองดีกว่าที่จะถูกคนอื่นประหาร เลี้ยงลูกใหดีจนได้ไปตั้งเมืองใหม่ขึ้นอีก” ส่วนจีนจั้นนั้นรับสารภาพและไม่มีการซัดทอดผู้ใดเลย  เป็นอันว่าอุปฮาดสิงห์เป็นผู้บริสุทธิ์โดยแท้

นึกถึงการมาเที่ยวรับลมหนาว อากาศเย็นของภาคเหนือ เชียงราย คือ อีกหนึ่งจังหวัดฮอตที่หลายคนมักนึกถึง ในอันดับต้น ด้วยภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาเขาสูงยาว ทอดยาว ทำให้มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฤดูหนาว เชียงรายยังคงมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และดอกไม้เหมืองหนาวที่ งดงาม นอกจากนี้เชียงรายยังถือว่าเป็นเมืองแห่งพุทธศิลป์ที่รวมผลงานชิ้นเอกของเหล่าศิลปินแห่งชาติที่หา ชมได้ยาก สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเชียงรายก็มีมากมายให้เลือก แล้วถ้าเรามาถึงที่นี่จะแวะไปเที่ยวที่ไหน ได้บ้าง มาชมกันคะ

(Visited 8,843 times, 1 visits today)