ประวัติความเป็นมา

อำเภอศรีธาตุ

ประวัติความเป็นมา
                   การตั้งถิ่นฐานของชุมชนมนุษย์ถือเป็นการตกผลึกทางกายภาพเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย อันสอดคล้องกับวิถีชีวิต ทรัพยากร และความมั่นคงแห่งเผ่าพันธุ์ การที่กลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งจะเลือกที่อยู่อาศัยของตนและได้มีผู้คน จำนวนมากเข้ามาอาศัยรวมกันเป็นชุมชน หมู่บ้าน หรือชุมชนเมืองนั้น แหล่งที่ตั้งจะต้องมีความจำเป็นด้านปัจจัยทางสภาพแวดล้อม เช่น แหล่งน้ำ พื้นที่สำหรับเพาะปลูก ป่าไม้ โคก ดอน ห้วย หนอง คลอง บึง กุด สระ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดการผลิตเพื่ออุปโภคบริโภค ในชีวิตประจำวันของผู้ที่อยู่อาศัย

                   เมื่อมนุษย์ได้ร่วมกันตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยขึ้น ก็มีการตั้งชื่อชุมชนไว้เรียกขาน หรือสื่อความหมายให้เข้าใจระหว่างกัน เนื่องจากชื่อนั้นเป็นนามบัญญัติที่สมมติขึ้นเรียกเพื่อให้มีความหมายถึงตัวตนหรือสถานที่อันมีอยู่จริง หรือสถานที่จำลองให้มีอยู่ ณ ที่นั้น ๆ ซึ่งถือเป็นแบบแผนของสังคมมนุษย์ที่ได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมการเรียกชื่อมาด้วยวิธีต่าง ๆ ตั้งแต่การบอกเล่าด้วยปากที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” หรือการบันทึกในรูปแบบของศิลาจารึก บทวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ชุมชน ตลอดทั้งจดหมายเหตุต่าง ๆ

                  ในการตั้งชื่อบ้านนามเมืองนั้น หลักใหญ่ ๆ จะต้องอาศัยจุดเด่นทางธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมของชุมชนที่ปรากฏ คือแหล่งน้ำ ภูเขา ป่าไม้ พื้นราบ หรืออื่น ๆ มาเป็นนามบัญญัติ โดยใช้ภาษาท้องถิ่นอันเป็นที่รับรู้เข้าใจร่วมกันมากำหนดเป็นชื่อ ด้วยเหตุนี้การที่จะทำให้เข้าใจชื่อบ้านนามเมืองอย่างแท้จริงก็จะต้องศึกษาค้นคว้า ตีความให้สัมพันธ์กับภาษาของท้องถิ่นเหล่านั้นด้วย

                    ชื่อบ้านนามเมืองเป็นหลักฐานอีกด้านหนึ่งที่จะทำให้รับรู้ถึงสภาพการดำรงชีวิต อาชีพ เศรษฐกิจ และสังคมของกลุ่มชน ทำให้มองเห็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในการเลือกตั้งถิ่นฐานอันสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต จึงนับว่าเป็นสาระที่น่าสนใจศึกษา และเก็บรวบรวมไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานอันสำคัญอย่างยิ่ง

๑. สภาพภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและสังคม

๑.๑ ที่ตั้งและอาณาเขต

                  เดิมอำเภอศรีธาตุ อยู่ในเขตปกครองของอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๖ โดยได้ชื่ออำเภอมาจากนามขององค์พระธาตุศรีธาตุ ตั้งอยู่ที่วัดศรีธาตุประมัญชา (วัดป่าแมว) บ้านหนองแวง หมู่ที่ ๓ ตำบลจำปี ดังนั้นเพื่อให้เป็นศิริมงคลแก่บ้านเมือง คนเฒ่าคนแก่จึงได้ตั้งชื่ออำเภอตามนามของพระธาตุ คือ “อำเภอศรีธาตุ” ตั้งที่ว่าการ และหน่วยงานทางราชการต่าง ๆ อยู่ที่หมู่ที่ ๑ บ้านศรีธาตุ ตำบลศรีธาตุ ถนนสายกุมภวาปี-วังสามหมอ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒๓) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอุดรธานี ระยะทางรถยนต์ ห่างจากจังหวัดอุดรธานี ๗๒ กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด ๕๑๒ ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ประมาณร้อยละ ๗๐ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีสภาพที่เสื่อมโทรม มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ            ติดต่อเขตอำเภอไชยวาน และกิ่งอำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี

ทิศใต้                 ติดต่อกับอำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์

ทิศตะวันออก    ติดต่อกับอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี

ทิศตะวันตก      ติดต่อกับอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

อำเภอศรีธาตุ แบ่งการปกครองออกเป็น ๗ ตำบล ๘๑ หมู่บ้าน

จำนวนครัวเรือน ๙,๗๒๗ หลังคาเรือน ประชากรจำนวน ๔๗,๕๗๑ คน

๑.๒ สภาพภูมิประเทศ

อำเภอศรีธาตุ มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม บางส่วนเป็นพื้นที่ลูกคลื่นลอนเตี้ย สลับพื้นที่นามีที่ราบลุ่มอยู่บริเวณริมลำน้ำปาว มีภูเขาลูกเล็ก ๆ ชื่อภูกระแตแบ่งเขตอำเภอศรีธาตุ กับอำเภอไชยวาน และกิ่งอำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๒๐๐ เมตร

๑.๒.๑ ลักษณะทางธรณีวิทยา

ลักษณะหินที่พบในเขตอำเภอศรีธาตุ ส่วนใหญ่จะเป็นหินกรวด และหินทราย

๑.๒.๒ ลักษณะดิน

ดินในอำเขตอำเภอศรีธาตุ ส่วนมากเป็นดินร่วนปนทราย

๑.๒.๓ แหล่งน้ำธรรมชาติ

ในอำเภอศรีธาตุ มีแหล่งน้ำและลำห้วยที่สำคัญคือ ลำน้ำปาว ลำห้วยกอก ลำห้วยฮี ลำห้วยวังเฮือ ลำห้วยโพธิ์ และห้วยไพจาน

๑.๓ สภาพภูมิอากาศ

๑.๓.๑ ฤดูกาล

อำเภอศรีธาตุ ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบเมืองร้อนเฉพาะฤดู (Tropical Savannah Climate “Aw”) ตามการจำแนกลักษณะภูมิอากาศของระบบ Koppen ในฤดูร้อนอากาศค่อนข้างจะร้อนในฤดูร้อน และเย็นจัดในฤดูหนาว ฤดูกาลของอำเภอศรีธาตุ พอจะแบ่งออกได้ ๓ ฤดูดังนี้

๑.๓.๒ อุณหภูมิ

ภูมิอากาศของอำเภอศรีธาตุ ในช่วงระหว่างปี ๒๕๓๖ ถึง ๒๕๔๕ อำเภอศรีธาตุ มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีมีค่าอยู่ในช่วง ๒๖.๒ องศาเซลเซียส ถึง ๒๖.๘ องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดจะอยู่ในช่วง ๗.๐ องศาเซลเซียส ถึง ๑๒.๑ องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ที่ ๗.๐ องศาเซลเซียส เมื่อปี ๒๕๓๙ และอุณหภูมิสูงสุดอยู่ในช่วง ๓๓.๑ องศาเซลเซียส ถึง ๔๐.๕ องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิสูงสุดวัดได้ ๔๐.๕ องศาเซลเซียส เมื่อปี ๒๕๓๖

๒. ทรัพยากร

๒.๑ การเกษตรกรรม

อำเภอศรีธาตุ มีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ทำการเกษตรกรรม มีพื้นที่ป่าไม้ประมาณ ๒๐ % ส่วนมากเป็นป่าเสื่อมโทรม

๒.๑.๑ พืชเศรษฐกิจ

ประชากรในอำเภอศรีธาตุ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ อ้อย มันสำปะหลัง และข้าว

๒.๑.๒ การปศุสัตว์

การประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์ของประชากรอำเภอศรีธาตุ ส่วนใหญ่แล้ว จะดำเนินการในลักษณะครอบครัวเพื่อใช้บริโภคภายในครอบครัว การเลี้ยงสัตว์ในเชิงพาณิชย์มีน้อย สัตว์ที่เลี้ยงพอจำแนกได้คือ โค กระบือ ไก่ เป็ด สุกร

๒.๒ ป่าไม้

อำเภอศรีธาตุ มีพื้นที่ป่าไม้ประมาณ ๒๐% ของพื้นที่ทั้งหมดและเป็นป่าเสื่อมโทรม สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นชนิดป่าเต็งรัง ลักษณะป่าโปร่ง มีต้นไม้ขึ้นอยู่ประปรายไม่หนาแน่น ประกอบไปด้วยไม้เนื้อแข็งได้แก่ ไม้มะค่าโมง ตะเคียนทอง ประดู่ เต็งรัง แดง และตะแบกรวมทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขต สปก.

๓. สภาพแวดล้อม

๓.๑ ปัญหาสภาพแวดล้อม

๓.๑.๑ ทรัพยากรป่าไม้และปัญหาคือ

๑) ปัญหาพื้นที่ป่าลดลงเนื่องจากมีการบุกรุกป่าเพื่อทำการเกษตรกรรมทั้งแบบถาวรและเลื่อนลอย

๒) ปัญหาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งเกิดจากการบุกรุกตัดไม้ไปใช้ประโยชน์ การทำไร่เลื่อนลอย และประกอบกับสภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ป่าเสื่อมโทรมนั้นฟื้นตัวได้ยาก

๓) ปัญหาการขาดข้อมูลลักษณะทรัพยากรป่าไม้เพื่อการจัดการและพื้นที่ป่าบางประเภทขาดการศึกษาสภาพการจัดการ เนื่องจากไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ป่าซึ่งได้แก่ ป่าชุ่มน้ำ (ป่าบุ่ง ป่าทาม) ตามลำน้ำสายหลักเช่น ลำน้ำปาว

๓.๑.๒ ทรัพยากรน้ำ ลักษณะปัญหาคือ

๑) การขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค ในช่วงฤดูแล้ง เพราะขาดแคลนแหล่งเก็บกักน้ำใช้

๒) ปัญหาอุทกภัย อันเกิดจากน้ำหลากของลำน้ำปาว

๓.๑.๓ ทรัพยากรดิน

ดินเป็นปัญหาที่กระจายอยู่เกือบทั่วไปในเขตอำเภอศรีธาตุ คือปัญหาดินเค็มปานกลางและดินเสื่อมสภาพเนื่องจากการทำการเกษตร ของเกษตรกร คือการปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง และขาดการบำรุงรักษาหน้าดินที่ถูกวิธี

๓.๑.๔ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและศิลปกรรม

๑) ขาดการจัดสถานที่ท่องเที่ยวคือการคมนาคม ไม่สะดวก ขาดการประชาสัมพันธ์

๒) การทำให้เสื่อมคุณภาพของสถานที่ท่องเที่ยวหรือศิบปกรรมจากนัท่องเที่ยวหรือคนในท้องถิ่น โดยการขีดเขียน ขุดหาของมีค่า และการบุกรุกเข้าอยู่อาศัย เช่น การลักลอบขุดที่บ้านหนองอึ่ง บ้านนายูง วัดศรีธาตุประมัญชา

๔. การคมนาคม

๔.๑ การคมนาคมทางบก

ประชากรในอำเภอศรีธาตุ ใช้การคมนาคมทางบกโดยเส้นทางรถยนต์เป็นหลัก เส้นที่สามารถเดินทางไปยังอำเภอศรีธาตุ ตามเส้นทางสายสำคัญมีดังนี้

๑. จากตัวจังหวัดอุดรธานี ตามทางหลวงหมายเลข ๒ ถึง อำเภอกุมภวาปี เข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒๓ ถึงอำเภอศรีธาตุ ระยะทาง ๗๒ กิโลเมตร

๒. จากอำเภอศรีธาตุ ถึง อำเภอวังสามหมอ ระยะทาง ๒๔ กิโลเมตร

๓. จากอำเภอศรีธาตุ ถึง อำเภอไชยวาน ระยะทาง ๔๒ กิโลเมตร

๔. จากอำเภอศรีธาตุ ถึง อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ระยะทาง ๒๗ กิโลเมตร

๕. จากอำเภอศรีธาตุ ถึง อำเภอโนนสะดาด โดยทาง ร.พ.ช. ระยะทาง ๓๗ กิโลเมตร

๔.๒ การคมนาคมทางน้ำ

ในฤดูฝนสามารถเดินทางจากอำเภอศรีธาตุ โดยทางน้ำเพื่อติดต่อกับอำเภอต่าง ๆ ได้ ดังนี้

๑. จากอำเภอศรีธาตุ ขึ้นที่ท่าบ้านท่าลาด อำเภอวังสามหมอ ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร

๒.จากอำเภอศรีธาตุ ถึง หน้าเขื่อนลำปาว อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ระยะทางประมาณ ๔๐ กิโลเมตร

๓. จากอำเภอศรีธาตุ ถึง อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ระยะทางประมาณ ๑๕ กิโลเมตร

๕. ประชากร

อำเภอศรีธาตุ จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ และยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อปี ๒๕๑๖ ชาวอำเภอศรีธาตุ ส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองและจะมีอพยพจากจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเข้ามาทำมาหากินแล้วตั้งหลักฐานอยู่บ้างบางส่วน

ประชากรของอำเภอศรีธาตุ ร้อยละ ๙๕ จะเป็นคนอีสานโดยกำเนิด นอกนั้นก็จะเป็นชน กลุ่มภูไท และชนกลุ่มไทญ้อ ปะปนอยู่บ้างถึงจะมีคนอาศัยอยู่ ๓ กลุ่มด้านความเชื่อถือ ตลอดทั้งวัฒนธรรม ประเพณีก็ไม่มีปัญหาด้านการปกครองแต่อย่างใด

ประชากร ณ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๖ รวมทั้งสิ้น ๔๗,๕๗๑ คน เป็นชาย ๒๔,๐๔๕ คน หญิง ๒๖,๕๒๖ คน

๖. การปกครอง

การจัดองค์กรราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีหน่วยราชการที่อยู่ในการกำกับดูแลของนายอำเภอ คือ ส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

ส่วนราชการในระดับอำเภอเป็นหน่วยงาน ๒ ลักษณะ คือ หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำอำเภอ และหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในอำเภอ ที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง

การจัดองค์กรราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมี ๒ รูปแบบคือ เทศบาลตำบล และ องค์การบริหารส่วนตำบล

การปกครองแบ่งออกเป็น ๗ ตำบล ๘๑ หมู่บ้าน ๑ เทศบาล ๗ องค์การบริหารส่วนตำบล

๑. ตำบลศรีธาตุ ๒. ตำบลจำปี

๓. ตำบลนายูง ๔. ตำบลบ้านโปร่ง

๕. ตำบลหัวนาคำ ๖. ตำบลหนองนกเขียน

๗. ตำบลตาดทอง

๗ การศึกษา

การจัดการศึกษาในอำเภอศรีธาตุ พอจำแนกได้ดังนี้

การจัดการศึกษาในระบบมีโรงเรียนในสังกัด ๔๐ แห่ง แยกเป็น

๑. เปิดสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน ๓ แห่ง

๒. เปิดสอนระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน ๒๖ แห่ง

๓. สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ๑ แห่ง

๔.การศึกษานอกระบบ คือ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน ๑ แห่ง

๕. ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ๒ แห่ง

๖. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๙ แห่ง

๘. ศาสนา

ประชากรในเขตอำเภอศรีธาตุ ส่วนใหญ่แล้วนับถือศาสนาพุทธ มีวัด/ สำนักสงฆ์/ ที่พักสงฆ์ ในสังกัดจำนวน ๖๙ แห่ง และมีโบสถ์คริสต์ จำนวน ๒ แห่ง

๙. วัฒนธรรม

เนื่องจากอำเภอศรีธาตุ มีประชากรอาศัยอยู่ ๓ กลุ่มด้วยกัน ด้านวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อ จึงเป็นแบบผสมผสานกัน มีสภาวัฒนธรรมอำเภอ ๑ แห่ง สภาวัฒนธรรมตำบล ๗ แห่ง ศูนย์วัฒนธรรมภูไท ๑ แห่ง

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น

๑. การตั้งถิ่นฐาน

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีทำให้ทราบว่า บริเวณพื้นที่อำเภอศรีธาตุ ในปัจจุบันเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนในสมัยโบราณช่วงสมัยประวัติศาสตร์ อย่างน้อยในช่วงวัฒน-ธรรมล้านช้าง ซึ่งมีอายุกว้าง ๆ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔ ทั้งนี้แหล่งโบราณคดีอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งน่าจะมีอายุร่วมสมัยและมีความสัมพันธ์กันกับแหล่งโบราณคดีบ้านนายูง ตำบลนายูง ในช่วงดังกล่าว เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านกงพาน ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี (กรมศิลปา-กร ๒๕๓๒ : ๘๙–๙๐) แหล่งโบรารณคดีบ้านหนองแวง ตำบลจำปี อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งโบราณสถานคือ พระธาตุป่าแมว ที่วัดศรีธาตุประมัญชา (บริษัท ปัจจัยจำกัด ๒๕๔๐) ตลอดจนแหล่งโบรารณคดีโดยรอบแหล่งโบราณคดีบ้านนายูง ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีบ้านหนองอึ่ง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งล้วนพบหลักฐานสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง

๒. ลำดับการพัฒนาทางประวัติศาสตร์

๒.๑ สภาพโดยทั่วไป

                เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ชาวบ้านหนองแวง ตำบลจำปี อำเภอศรีธาตุ ได้ค้นพบพระธาตุประมัญชา (พระธาตุป่าแมว) ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่บ้านหนองแวง ตำบลจำปี ห่างจากอำเภอศรีธาตุ ประมาณ ๖ กิโลเมตร และทางกรมศิลปากรได้เข้ามาตรวจสอบและสันนิษฐานว่า มีอายุประมาณ ๑,๓๐๐ ปี เดิมมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ยอดพระธาตุมีลักษณะชะลูดสูงขึ้น สันนิษฐานว่าจะเป็นยอดแหลมแต่ได้หักพังลงก่อนที่ชาวบ้านจะมาพบ มีความสูงประมาณ ๒๐ เมตร และได้ขุดค้นพบพระพุทธรูปทองคำและสำริดเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันประดิษฐานที่อุโบสถวัดป่าแมว

                เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ ราษฎรบ้านหนองอึ่ง และบ้านายูง ตำบลนายูง ได้ทำการขุดค้นพบโบราณวัตถุ ที่บริเวณใกล้หมู่บ้าน พบภาชนะดินเผาชนิดเนื้อแกร่ง สีน้ำตาลทรงกลมคอสูงรับกับขอบปากที่ผายออกเล็กน้อย บริเวณช่วงคอต่อกับไหล่ภาชนะตกแต่งด้วยการเซาะเป็นร่องตื้นโดยรอบภาชนะในลักษระคล้ายวงแหวนเรียงซ้อนกันจำนวน ๓ แถว ส่วนก้นตัดเรียบ บริเวณใต้ก้นภาชนะมีร่องรอยของเส้นเชือกซึ่งใช้สำหรับการตัดดิน ส่วนก้นภาชนะเพื่อความสะดวกในการนำภาชนะขึ้นจากแป้นหมุนหลังจากสิ้นสุดกระบวนการปั้นขึ้นรูปภาชนะแล้ว ภาชนะชนะดินเผา ชนิดเนื้อเทา สีน้ำตาลปนเทาทรงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดิน ๕ ซ.ม. ความสูง ๑๐.๕ ซ.ม. ภาชนะขนาดเล็ก ชนิดเนื้อ เทา สีน้ำตาลปนเทาทรงกลม มีหูอยู่ช่วงไหล่ ๒ หู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของก้น ๑๑ ซ.ม. และความสูง ๒๐ ซ.ม. ภาชนะดินเผาขนาดใหญ่ ชนิดเนื้อเทา สีเทาผิวเรียบทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางก้น ๑๑ ซ.ม. ความสูง ๒๐ ซ.ม. จากการตรวจสอบของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น สันนิษฐานว่ามีการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและการเข้ามาใช้พื้นที่ของผู้คนสมัยโบราณช่วงสมัยประวัติศาสตร์

๓. มรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น

๓.๑ มรดกทางธรรมชาติ

๓.๑.๑ พื้นที่ป่า อดีตมีป่าไม้เบญจพรรณ ประมาณร้อยละ ๗๐ ของพื้นที่ทั้งหมด ประกอบด้วย ไม้พลวง ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้ยาง ฯลฯ สภาพปัจจุบันถูกราษฎรบุกรุกทำลายเพื่อทำไร่ จึงมีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรมมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมอำเภอศรีธาตุ และยังไม่ได้มีการประกาศยกเลิกพื้นที่ป่าสงวน ๒ แห่ง คือ

๓.๑.๑.๑. ป่าบะยาว – หัวนาคำ – หนองนกเขียน – หนองกุงทับม้า – หนองหญ้าไซ

ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหัวนาคำ ตำบลนายูง ตำบลหนองนกเขียน อำเภอศรีธาตุ

๓.๑.๑.๒. ป่าเวียงคำ – ศรีธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหัวนาคำ ตำบลบ้านโปร่ง ตำบลจำปี อำเภอศรีธาตุ

๓.๑.๒ สัตว์นานาชนิด

เนื่องจากสภาพป่าได้เสื่อมโทรมลงไปมากจึงทำให้สัตว์ต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะอยู่อาศัยได้ถ้ามีอยู่บ้างก็ประเภทไก่ป่าที่วัดป่าโพนพระเจ้า และวัดป่าศิริเมตตาธรรมและกระแตจะดูได้ที่วัดโพธิ์ชัย ตำบลนายูง

๓.๑.๓ ต้นน้ำลำธารและแหล่งน้ำที่สำคัญ

อำเภอศรีธาตุมีแหล่งน้ำที่สำคัญคือลำน้ำปาว ซึงไหลผ่านพื้นที่ ๔ ตำบล คือ ตำบลบ้านโปร่ง ตำบลจำปี ตำบลนายูง ระยะทางที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอยาว ๔๑ กิโลเมตร ส่วนลำห้วยที่ไหลผ่านอำเภอศรีธาตุ คือ ห้วยกอก ห้วยโพ ห้วยไพจาน ห้วยวังเขือ ห้วยฮี

๓.๒ มรดกทางวัฒนธรรม

๓.๒.๑ โบราณวัตถุและโบราณสถาน

-โบราณวัตถุ

๑.พระพุทธรูปทองคำและสัมฤทธิ์ปางต่าง ๆ ที่ขุดพบที่ฐานเจดีย์พระธาตุ

ประมัญชาองค์เก่าหลายองค์เก็บรักษาไว้ที่อุโบสถของวัดศรีธาตุประมัญชา(ป่าแมว)

๒.ภาชนะดินเผาที่ขุดพบที่บ้านนายูง บ้านหนองอึ่ง ตำบลนายูง ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่โรงเรียนบ้านนายูง ตำบลนายูง อำเภอศรีธาตุ

-โบราณสถาน

๑.วัดศรีธาตุประมัญชา(ป่าแมว) ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอศรีธาตุประมาณ ๖ กิโลเมตร ภายในวัดมีองค์พระธาตุใหญ่ สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ ๑,๓๐๐ ปี เดิมมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ยอดพระธาตุมีลักษณะชลูดสูงขึ้นสันนิษฐานจะเป็นยอดแหลมแต่ได้หักพังลงก่อนที่ชาวบ้านจะมาพบมีความสูงประมาณ ๒๐ เมตร ลักษณะองค์พระธาตุส่วนล่างปิดตันทั้งสี่ด้าน แต่ทางทิศตะวันออกขององค์พระธาตุมีลักษณะเป็นซุ้มประตูแต่ไม่มีช่องทางที่จะเข้าออกได้รอบ ๆ ฐานขององค์พระธาตุมีซากอิฐดินเผาพังรอบฐานขององค์พระธาตุ ๒ ชั้น ดูตามลักษณะแล้วสันนิษฐานว่าเป็นกำแพงแก้วเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้ขุดพบพระพุทธรูปทองคำและทองสำริด จำนวนมากปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดป่าแมว

๒.วัดป่าโพนพระเจ้าบ้านโคกหนองแวง ห่างจากที่ว่าการอำเภอศรีธาตุ ประมาณ ๕ กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระธาตุองค์เล็ก ๆ ชาวบ้านเรียกว่า “โพนพระเจ้า” ซึ่งก่อด้วยอิฐแดงเผาจากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่เล่าว่าเกิดพร้อมกับองค์พระธาตุพนม ที่จังหวัดนครพนม สันนิษฐานว่าเป็นทรงกลมแหลมขึ้นบนชาวบ้านในละแวกนั้นให้ความนับถือเป็นอย่างมาก

๓.๓ ศิลปหัตถกรรมและงานช่างท้องถิ่น

๓.๓.๑ ประติมากรรม

ประติมากรรมปูนปั้นเรื่องนรกสวรรค์ที่วัดศรีธาตุประมัญชา(ป่าแมว) แสดงถึงการ

ทำความดีและการกระทำความชั่วเมื่อตายไปจะได้รับกรรมตามที่ตนได้กระทำไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

๓.๓.๒ จิตรกรรม

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอำเภอศรีธาตุนั้นมีน้อยมากจะมีบ้างก็เป็นภาพกล่าวถึง

เรื่องราวชาดกของพระพุทธเจ้าตามผนังอุโบสถและผนังศาลาการเปรียญ เช่นที่ฝาผนังอุโบสถวัดศิริ-มงคล บ้านหนองอึ่ง ตำบลนายูง และผนังศาลาการเปรียญวัดศรีสว่างบรมสุข ตำบลศรีธาตุ

๓.๓.๓ สถาปัตยกรรม

เป็นสิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุแสดงถึงสถานภาพของชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นอาคารทางศาสนา อำเภอศรีธาตุ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธฉนั้นจึงมีวัดอารามและถาวรวัตถุอยู่เป็นจำนวนมากที่พุทธสานิกชนผู้มีศรัทธาได้ร่วมกันก่อสร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรม(ศาสนพิธี) เป็นที่เคารพสักการะและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน สถาปัตยกรรมทางศาสนาที่ปรากฏในอำเภอศรีธาตุ ดังนี้

๓.๓.๓.๑. สิม (พระอุโบสถ) ที่วัดศรีสว่างบรมสุข ตำบลศรีธาตุ เป็นสิมแบบทึบ(สิมแบบมหาอุด)คือสิมที่มีผนังซึ่งก่ออิฐฉาบปูนปิดทั้ง ๔ ด้าน แต่มีประตูและหน้าต่างซึงใช้ไม้เป็นบานปิด

เปิด และมีประตูเข้าเฉพาะด้านหน้า หน้าต่างเป็นแบบเรียบ ๆ อายุประมาณ ๘๐ กว่าปีมาแล้วปัจจุบันยังใช้ประกอบพิธีกรรมของสงฆ์อยู่

๓.๓.๓.๒. หอแจก หรือศาลาการเปรียญเป็นสถานที่สำคัญที่ทุกวัดจะขาดเสียมิได้เพราะเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลของพุทธศาสนิกชน และเป็นที่ฉันภัตตาหารเช้าและเพลของพระสงฆ์มีลักษณะเช่นเดียวกับหอแจกของชาวอีสานทั่งไป คือนิยมนำไม้มาเป็นวัสดุก่อสร้าง จะมีขนาดพอเหมาะ กับชุมชนนั้นๆ หลังคาเป็นจั่วสูง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบหรือกระเบื้องลอนคู่ สีส้ม สีเขียว พื้นที่แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือที่พระสงฆ์ใช้เป็นที่ฉันอาหารจะยกพื้นที่ให้สูงขึ้นพอประมาณ ส่วนพื้นที่นอกเหนือจากนี้จะลดระดับให้ต่ำลง

๓.๓.๓.๓ พระธาตุวัดศรีธาตุประมัญชา (ป่าแมว)

ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอศรีธาตุประมาณ ๖ กิโลเมตร ภายในวัดมีองค์พระธาตุใหญ่ สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ ๑.๓๐๐ ปี เดิมมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ยอดพระธาตุมีลักษณะชลูดสูงขึ้นสัฯฯษฐานจะเป็นยอดแหลมแต่ได้หักพังลงก่อนที่ชาวบ้านจะมาพบมีความสูงประมาณ ๒๐ เมตร ลักษณะองค์พระธาตุส่วนล่างปิดตันทั้งสี่ด้าน แต่ทางทิศตะวันออกขององค์พระธาตุมีลักษณะเป็นซุ้มประตูแต่ไม่มีช่องทางที่จะเข้าออกได้รอบ ๆ ฐานขององค์พระธาตุมีซากอิฐดินเผาพังรอบฐานขององค์พระธาตุ ๒ ชั้น ดูตามลักษณะแล้วสันนิษฐานว่าเป็นกำแพงแก้วเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้ขุดพบพระพุทธรูปทองคำและทองสำริด จำนวนมากปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดป่าแมว

๓.๔ เครื่องจักสานสิ่งทอและเครื่องปั้นดินเผา

เป็นผลงานหัตถกรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยนำเอาวัสดุในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอยตามความต้องการ๓.๔.๑. เครื่องจักสาน เป็นงานหัตถกรรมที่ส่วนมากทำด้วยไม้ไผ่ เช่น ตะกร้า กระบุง กระด้ง กระเบียน กระติบข้าว หวด มวย กระซอน ไซ ลอบ เขิง สุ่มไก่ กระหยัง ขม่อง เปลนอน เป็นต้น

๓.๔.๒. สิ่งทอ เป็นผลงานหัตถกรรมที่สร้างรายได้เสริมแก่กลุ่มแม่บ้านและครอบครัวของตนเอง สิ่งทอที่ผลิตในอำเภอศรีธาตุได้แก่ ผ้าขิด เสื่อ และผ้ามัดหมี่ เช่นกลุ่มทอผ้าหมี่ขิด บ้านหนองแวง ตำบลจำปี กลุ่มผ้าฝ้ายมัดหมี่ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านโปร่ง กลุ่มผ้าไหมมัดหมี่

หมู่ที่ ๑ ตำบลตาดทอง กลุ่มทอเสื่อจากกก หมู่ที่ ๕ ตำบลตาดทอง และกลุ่มหมอนขิด หมู่ที่ ๒ ตำบลศรีธาตุ เป็นต้น

๓.๔.๓. เครื่องปั้นดินเผา ในอำเภอศรีธาตุ จะหายากมากหรือไม่มีเลยเพราะบรรพบุรุษไม่พาทำที่มีใช้ในครัวเรือนก็จะอาศัยซื้อหาจากถิ่นอื่น

ภาษาและวรรณกรรม

ภาษา

ในอำเภอศรีธาตุ มีหลายภาษาแตกต่างกันตามชุมชนนที่อาศัยอยู่เพราะตั้งแต่อดีตอำเภอศรีธาตุประกอบด้วยหลายกลุ่มชนที่อพยพเข้ามาตั้งหลักฐานอยู่ร่วมกัน เช่นกลุ่มชาวอุบลราชธานี กลุ่มชนชาวภูไท กลุ่มชนชาวญ้อและกลุ่มชนที่อพยพมาจากจังหวัดใกล้เคียงหรือภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ฉะนั้นภาษาพูดที่ใช้จึงแตกต่างกันทั้งคำที่ใช้ เสียง สำเนียงก็เพี้ยนไปบ้าง แต่ก็สื่อภาษาเข้าใจกันได้และสามารถบอกได้ว่าคนใช้ภาษาพูดเป็นชนกลุ่มใดในอำเภอศรีธาตุ เช่น

๑. กลุ่มที่ใช้ภาษาถิ่น หรืออีสานทั่วไปอยู่ที่ตำบลจำปี ตำบลบ้านโปร่ง ตำบลศรีธาตุ ตำบลตาดทอง ตำบลหัวนาคำ

๒. กลุ่มที่ใช้ภาษาภูไท หรือผู้ไท อยู่ที่ตำบลนายูง ตำบลหนองนกเขียน และบางหมู่บ้านของตำบลหัวนาคำ

๓. กลุ่มที่ใช้ภาษาญ้ออาศัยอยู่ที่บ้านกอก ตำบลศรีธาตุ บ้านโคกน้อย และบ้านโคกเจริญ ตำบลจำปี

เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ชาวอำเภอศรีธาตุจะมีภาษาพูดสื่อความหมายอยู่

๔ ภาษาคือ ภาษากลาง(ภาษาราชการ) ภาษาอีสาน ภาษาภูไท และภาษาญ้อ

 

วรรณกรรมพื้นบ้าน

ศรีธาตุพยานรัก วรรณกรรมพื้นบ้านอำเภอศรีธาตุ

นานมาแล้ว ยังมีนางแมวป่าตัวหนึ่งถือศีลและอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ ได้เสาะหาผลไม้ในป่านำมาถวายท้าวเวสสุวัณ (เป็นเทพเจ้าผู้พิทักษ์โลกของชาวพุทธโบราณ เป็นเทพเจ้าแห่งยักษ์ภูตผีปีศาจและความมั่งคั่งไพบูลย์ เป็นเทวดาประจำทิศอุดร) อยู่เป็นประจำด้วยความศรัทธาและเคารพ ท้าวเวสสุวัณได้เล็งเห็นคุณงามความดีของนางแมวป่าที่ประกอบแต่กรรมดี พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อนางมาก จึงได้พระราชทานพรให้นางหลุดพ้นจากร่างเดิมซึ่งเป็นแมว ให้กลับเป็นร่างมนุษย์เป็นหญิงสาวที่กอปรไปด้วยความงามทั้งกาย วา และจิตใจ ยากที่จะหาสาวใดในโลกนี้ที่จะมาเปรียบเทียบกับความงามของนางได้ พร้อมกับพระราชทานนามให้นางใหม่ว่า “ศรี” หมายถึงสิริมงคล ความรุ่งเรืองความงาม ความเจริญ และอวยพรให้นางจงปฏิบัติแต่คุณงามความดีอย่างเสมอต้นเสมอปลายชีวิตในวันข้างหน้าจะเจริญรุ่งเรืองสืบไป

ในชุมชนบ้านเดื่อยังมีชายหนุ่มรูปงามนามว่า “จำปี” เป็นกำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เยาว์วัย แม้จะอยู่ในสภาพยากจนและตกระกำลำบากเพียงใด จำปีก็ไม่เคยท้อแท้ในชีวิตมุ่งมั่นประกอบแต่คุณงามความดีตลอดมา วันหนึ่งวิญญาณของพ่อแม่ของจำปีได้มาเข้าฝัน เพื่อบอกลาไปเกิดใหม่ในสรวงสวรรค์และบอกให้ลูกไปขุดใต้โคนมะเดื่อใหญ่ที่อยู่ในสวนหลังบ้านจะพบ “เรือทองคำกายสิทธิ์” ขนาดเล็กมากซุกซ่อนอยู่ในใต้โคนต้นมะเดื่อ เรือทองคำกายสิทธิ์ดังกล่าวเป็นของคู่บุญบารมีของผู้มีบุญเท่านั้น เรือลำนี้สามารถขยายให้เป็นเรือลำใหญ่หรือให้เล็กลงได้ตามคำอธิษฐานของผู้เป็นเจ้าของ และสามารถเหาะเหินบนท้องฟ้าได้อีกด้วยเมื่อตื่นขึ้นจึงได้ไปขุดตามที่ฝันก็พบเรือทองคำดังกล่าวตามความฝันทุกอย่าง ทำให้จำปีดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงนำเรือทองคำดังกล่าวเก็บไว้ในย่ามอย่างมิดชิด

คงเป็นบุบเพสันนิวาสของจำปีและศรีที่เคยทำบุญร่วมกันมาแต่ปางก่อน จึงดลบันดาลให้หนุ่มสาวทั้งสองได้พบกันวันหนึ่งจำปีได้ออกไปหาฟืนและเก็บผลไม่ไว้เป็นอาหารก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ จึงเข้าไปดูเห็นเสือโคร่งกำลังวิ่งไล่ศรีอยู่ จึงเข้าช่วยเหลือและต่อสู้กับเสือโคร่งจนสิ้นใจตาย ส่วนจำปีก็บาดเจ็บจากการต่อสู้จนแทบเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกัน ศรีรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่จำปีได้ช่วยเหลือชีวิตนางให้รอดตายในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง จึงช่วยจัดหายามาเพื่อทำการรักษาบาดแผลให้กับจำปี ในเวลาต่อมาคนทั้งสองก็สนิทสนมกันจนกลายเป็นความรัก และตัดสินใจใช้ชีวิตคู่สามีภรรยากันอย่างมีความสุข

กล่าวถึงท้าวอุตตะราช ผู้ครองเมืองอุตตะ ได้เสด็จออกประพาสป่าผ่านมาทางป่ามะเดื่อได้พบจำปี และศรี เกิดความพอใจและหลงไหลในรูปโฉมของศรีภรรยาจำปีเป็นอย่างยิ่ง จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ศรีมาเป็นภรรยาของตัวเอง จนเกิดการต่อสู้เพื่อแย่งชิงนางศรีขึ้น จำปีต่อสู้กับกำลังทหารของท้าวอุตตะราชไม่ได้ จึงบอกให้ภรรยาขึ้นเรือทองคำกายสิทธิ์หนีไปก่อนและตัวเองก็ถูกจับไปเพื่อเป็นเหยื่อล่อให้นางศรีมาช่วยสามีต่อไป นางศรีได้ไปขอความช่วยเหลือจากท้าวเวสสุวัณแต่ก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ท้าวเวสสุวัณจึงได้แต่ปลอบใจนางว่า มันเป็นกรรมเก่าของคนทั้งสองที่ยังไม่หมดสิ้น ทุกอย่างย่อมดำเนินไปตามกฎแห่งกรรม ไม่มีใครสามารถหลีกเลี้ยงได้ จึงขอให้นางเอาธรรมะเข้าช่วยและอดทนแล้วทุกอย่างจะคลี่คลายไปเอง

นางศรีจึงได้ลาท้าวเวสสุวัณขึ้นเรือทองคำกายสิทธิ์เพื่อกลับมาช่วยเหลือสามี โดยเสนอเงื่อนไขว่าให้ปล่อยสามีของนาง แล้วนางจะยอมทำตามความต้องการของท้าวอุตตะราชทุกอย่าง จำปีเห็นว่าภรรยาจะเสียท่าท้าวอุตตะราช เพราะไม่มีประโยชน์ที่นางศรีจะมาช่วยเหลือเขา เนื่องจากเขาได้รับบาดเจ็บจากการถูกทรมานอย่างแสนสาหัส และจำปีรู้ตัวดีว่าคงไม่รอดแน่ จึงตัดสินใจเอาศีรษะพุ่ง เข้าชนกำแพงอย่างแรงจนสิ้นใจตาย ทำให้นางศรีเสียใจอย่างมาก จึงค่อย ๆ ร่อนเรือทองคำกายสิทธิ์ลงมาหาศพของสามีอย่างเหม่อลอย แล้วเสนอเงื่อนไขให้ท้าวอุตตะราชว่า ก่อนที่นางจะตกลงปลงใจกับท้าวอุตตะราชนั้นขอให้จัดการพิธีศพสามีของนางให้เรียบร้อยก่อน โดยขอให้สร้างธาตุขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของสามีนางก่อนเพื่อความสบายใจของนาง และเป็นการขอขมาต่อสามีที่ตายไป ท้าวอุตตะราชยอมทำตามที่นางขอ จึงได้ระดมช่างฝีมือดีเป็นจำนวนมากกาก่อธาตุเป็นการใหญ่จนแล้วเสร็จนางศรี จึงแกล้งทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับท้าวอุตตะราช คือยอมแต่งงานด้วย และได้ชวนให้ท้าวอุตตะราช ขึ้นเรือทองคำกายสิทธิ์ พอได้โอกาสจึงผลักท้าวอุตตะราชให้ตกลงมาจนถึงแก่ความตาย ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าเสนาอำมาตย์และชาวเมืองอุตตะราช นางศรีจึงนำเรือเหาะทองคำกายสิทธิ์ลงสู่พื้นดินหน้าธาตุ ที่เก็บอัฐิของสามี อธิษฐานต่อท้าวเวสสุวัณและเทพยดาอินทร์พรหมตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่สิงสถิตย์อยู่บนพื้นพิภพ ขอยึดมั่นในรักเดียวใจเดียวและขอตายตามสามีเพื่อให้ความรักของนางเป็นอมตะตราบนานเท่านาน พออธิษฐานเสร็จนางก็กลั้นใจตายตามสามีแล้วร่างของนางก็กลายเป็นแมวทองคำเคียงข้างกับเรือทองคำกายสิทธิ์อยู่ที่พระธาตุประมัญชาตั้งแต่นั้นมา ผู้รวบรวมสันนิษฐานว่าเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดี และมีใจซื้อสัตย์ต่อผู้เป็นภรรยา ชาวบ้านจึงได้นำชื่อของจำปี มาตั้งเป็นชื่อตำบล “จำปี” ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอศรีธาตุ และเพื่อแสดงถึงความรักที่เป็นอมตะของ “ศรี” จึงได้นำมารวมกับคำว่า “ธาตุ” ที่เก็บอัฐิของจำปี ผู้เป็นสามีตั้งเป็นชื่ออำเภอว่า “ศรีธาตุ” มาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันองค์พระธาตุประมัญชาอยู่ที่วัดศรีธาตุประมัญชา (ป่าแมว) บ้านหนองแวง ตำบลจำปี อำเภอศรีธาตุ ห่างจากอำเภอศรีธาตุ ๖ กิโลเมตร เป็นศิลปะแบบล้านช้าง และกรมศิลากรได้บูรณะในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ตามแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่น

การละเล่นพื้นบ้าน

การละเล่นพื้นบ้าน นาฏศิลป์ และดนตรี เป็นการแสดงออกที่ไม่เคร่งเครียด แต่เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ให้ความสนุกสนาน โดยแสดงให้เห็นความเป็นมาและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพราะมนุษย์เอาสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นมาเป็นเครื่องมือแสวงหาความบันเทิงให้กับตนเอง นอกจากนี้การแสดงออกยังแสดงถึงความสัมพันธ์กับความเชื่อทางศาสนาผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น การรำเซิ้งบั้งไฟ ในฤดูแล้งเพื่อขอฝนจากพระยาแถน รำผีฟ้าเพื่อขอความอนุเคราะห์ ผีฟ้าให้ช่วยลงมารักษาคนเจ็บคนไข้เป็นต้น

การละเล่นพื้นบ้าน อาจแบ่งการละเล่นพื้นบ้านตามวัยได้ เป็นการละเล่นของเด็กและการละเล่นของผู้ใหญ่ดังต่อไปนี้

การละเล่นของเด็ก

การละเล่นของเด็กเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสร้างสรรค์สติปัญญาของเด็ก มีทั้งการเล่นกลางแจ้ง และในร่ม การละเล่นพื้นบ้านประเภทกีฬาของเด็กในอำเภอศรีธาตุ มีดังนี้

หมากเก็บ หรือไม้ก๊อกแก๊ก หรือไม้เก็บ

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๒ คน ขึ้นไป

อุปกรณ์ ไม้ไผ่เหลากลมยาวประมาณ ๑ ฟุต จำนวน ๑๐ อัน มะนาวหรือมะเขือ จำนวน ๑ ผล

วิธีเล่น ๑. จัดลำดับการเล่นก่อนหลัง

๒. ผู้เล่นวางไม้ไผ่ทั้ง ๑๐ อัน บนพื้น สำหรับคนถนัดขวาให้ถือมะนาวไว้ในมือขวา โยนมะนาวขึ้นไปข้างบนแล้วใช้มือขวาหยิบไม้ ๑ อัน ส่งไปกำไว้ในมือซ้าย และใช้มือขวารับมะนาวก่อนที่จะตกถึงพื้นถ้ามะนาวตกถึงพื้นก่อนหยิบไม้เสร็จถือว่าตาย ต้องให้คนถัดไปเล่น ถ้าไม่ตายจะโยนมะนาวและหยิบไม้ทีละ ๑ อันไปเรื่อย ๆ จนหมด

๓. ครั้งที่ ๒ และ ๓ จะหยิบไม้ทีละ ๒ และ ๓ อัน ไปเรื่อย ๆ จนถึงครั้งที่ ๑๐ จะหยิบไม้ ๑๐ อันรวบไว้

๔. ครั้งที่ ๑๑ วางไม้ทั้ง ๑๐ อันไว้กลางฝ่ามือ แล้วโยนขึ้น พลิกมือเอาหลังมือรับไม้ทั้งหมดไว้ไม่ให้ตกพื้น แล้วโยนอีกครั้ง ใช้มือคว้าไม้ที่ลอยอยู่ไว้ให้ได้มากที่สุด ก็จะมีโอกาสได้เขกเข่าเพื่อน ๆ ทุกคนที่เล่นตามจำนวนไม้ที่รับได้

เต้นเชือก

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ เชือกยาวประมาณ ๔-๕ เมตร จำนวน ๑ เส้น

วิธีเล่น ๑. ผู้เล่น ๒ คน จับปลายเชือกทั้ง ๒ ด้าน แกว่งขึ้นลงเป็นวงกลม

๒. ผู้เล่นที่เหลือ รอจังหวะวิ่งเข้าไปในวงเชือกที่แกว่งอยู่ รอให้เชือกลงมาถึงพื้นด้านล่างแล้วกระโดดข้ามไปเรื่อย ๆ อย่าให้สะดุดเชือกถ้าเหนื่อยให้หาจังหวะวิ่งออกมานอกวงเชือก โดยไม่ให้เชือกถูกตัว

๓. ถ้าใครสะดุดเชือก หรือเชือกถูกตัว ต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้แกว่งเชือกแทน

ขี่ม้าหลังโปก

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ ม้วนผ้าเป็นก้อนกลม หรือลูกบอลขนาดเล็ก

วิธีเล่น ๑. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นม้า อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนขี่หลังม้า อยู่ภายในอาณาเขตที่กำหนด

๒. คนขี่หลังม้าโยนผ้าหรือลูกบอลให้คนขี่หลัง คนถัดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคนรับไม่ได้

๓.เมื่อรับลูกบอลไม่ได้ คนขี่หลังม้าทุกคนต้องลงจากหลังม้าแล้ววิ่งหนีโดยเร็ว ขณะเดียวกันคนที่เป็นม้าต้องรีบเก็บผ้า หรือลูกบอลขึ้นขว้างถูกตัวฝ่ายตรงข้าม โดยจุดขว้างต้องอยู่ภายในอาณาเขตที่กำหนด
๔. ถ้าขว้างถูกตัวฝ่ายที่เป็นม้าจะได้เปลี่ยนเป็นคนขี่หลังม้า ถ้าขว้างไม่ถูกต้องเป็นม้าตามเดิม

โค้งตีนเกวียน

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๔ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ ไม่มี

วิธีเล่น ๑. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่ายเท่า ๆ กัน ฝ่ายหนึ่งยืน อีกฝ่ายหนึ่งนั่ง

๒. ผู้ยืนและผู้นั่งจะสลับตำแหน่งกัน โดยทุกคนจับมือกันให้แน่น

๓. ฝ่ายนั่งจะเหยียดขาให้ตึง ยื่นเท้าเข้าหากันตรงกลางให้ฝ่าเท้าชิดกัน

๔. เมื่อเริ่มเล่น ฝ่ายนั่งจะยกก้นจากพื้นเข่าถึงปลายเท้า ยันกันไว้ฝ่ายยืนจะเดินหมุนไปโดยรอบ หากทำมือหลุดหรือหมุนต่อไปไม่ได้เปลี่ยนให้ฝ่ายนั่งมาเป็นฝ่ายยืน

โป้งแป๊ะ

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ ไม่มี

วิธีเล่น ๑. ผู้เล่น ๑ คน ปิดตานับ ๑ ถึง ๑๐ คนอื่นต้องรีบวิ่งไปซ่อนให้ทัน

๒. เมื่อนับถึง ๑๐ ให้เดินหาเพื่อนที่ซ่อน เมื่อพบให้ชี้ผู้ที่พบ และพูดว่า “โป้ง……”

(ระบุชื่อผู้ที่พบ)

๓. คนที่ถูกโป้งถือว่าตาย ผู้ที่ถูกโป้งคนแรกจะเป็นคนแทน แต่ถ้ามีคนที่ยังไม่ถูกโป้ง ออกมาแป๊ะคนนับด้วยการแตะตัวคนนับแล้วพูดว่า “แป๊ะ” คนนับจะต้องนับเหมือนเดิม

ยิงปืนก้านกล้วย

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ ก้านกล้วยที่ใช้มีดเฉือนส่วนหลังของก้านกล้วย โดยบากเป็นแนวเฉียงเล็กน้อย ยาวประมาณ ๕ ซม. ๔ - ๖ อัน แต่ละอันห่างกันประมาณ ๕-๖ ซม.

วิธีเล่น ๑. ผู้ดึงเปลือกก้านกล้วยที่เฉือนไว้ตั้งขึ้นเตรียมยิง

๒. ผู้เล่นทุกคนถือก้านกล้วยที่เฉือนไว้ ใช้มืออีกข้างหนึ่งรูดไปอย่างเร็ว ตามเปลือกก้านกล้วยที่ตั้งให้ล้มลง จะทำให้เกิดเสียงดังตามจำนวนของเปลือกก้านกล้วยที่ตั้งไว้

๓. มักนิยมเล่นคู่กับม้าก้านกล้วย

ดีดเม็ดบักขามลงหลุม

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ เม็ดมะขาม หลุมดินเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ - ๓ นิ้ว

วิธีเล่น ๑ ผู้เล่นทุกคนตกลงกันว่าจะลงเม็ดมะขามคนละกี่เม็ดต่อครั้ง

๒. ผู้ที่ได้ล่นก่อนจะรวบเม็ดมะขามทั้งหมดไว้ที่มือข้างหนึ่ง ใช้มืออีกข้างหนึ่งกั้น

ปากหลุมไว้ แล้วหว่านเม็ดมะขามให้กระจายบนพื้น

๓ ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง เลือกชี้เม็ดมะขามเม็ดใดก็ได้ ให้ผู้เล่นดีดเป็นเม็ดแรก ถ้า

ผู้เล่นดีดไม่ลงหลุม หรือลงหลุม ๒ เม็ด หมดสิทธิ์เล่นต่อ แต่ถ้าดีดได้ ก็สามารถ

เลือกดีดเม็ดอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จนดีดไม่ลงหลุม จึงหยุดให้คนถัดไปเล่น ส่วนเม็ดมะขามในหลุมเป็นสิทธิ์ของผู้ดีดลงหลุม ในขณะที่ดีด มือจะถูกเม็ดมะขามอื่นไม่ได้นอกจากเม็ดที่จะดีด ถ้ามือถูกถือว่าตาย

๔ การเล่นจะหมุนเวียนไปจนกว่าเม็ดมะขามจะหมด จึงตกลงเริ่มต้นกันใหม่

การละเล่นของผู้ใหญ่

เป็นการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์สืบทอดกันมา เช่น มหรสพ ดนตรี เพลงพื้นบ้าน และกีฬาที่เป็นกิจกรรมหรือการละเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน ทำให้ร่างกายแข็งแรงหรือเพื่อผ่อนคลายความเครียดทั้งร่างกายและจิตใจของทั้งผู้เล่นและผู้ดู ตรงนี้จะกล่าวถึงการละเล่นประเภทกีฬาดังนี้

หัวสะบ้า หรือหัวสิบา

การเล่นสะบ้าจะเล่นในช่วงสงกรานต์ นิยมเล่นในกลุ่มหนุ่มสาว เป็นการเล่นหาคู่ของหนุ่มสาวแบบโบราณ บทเล่นจะจูงใจให้เพ่งพิศกันทั้งกิริยาท่าทางในขณะเล่นก็ได้พูดซักถาม เกี้ยวพาราสี และต่อรองไปตามกระบวนการเล่น

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป โดยนิยมเล่นเป็นคู่

อุปกรณ์ หัวสะบ้า ลักษณะกลม ทำจากไม้เนื้อแข็ง ตัดเป็นวงกลมตันตามแนวหน้าตัด หรือ

อุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีลักษณะกลมแบน

วิธีเล่น ๑ แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่ายทุกคนจะมีสะบ้า ๑ อันฝ่ายใดจะได้ลงเล่นก่อนต้องส่งตัวแทนป่าวฉิ่งชุบ ฝ่ายชนะได้เล่นก่อน ฝ่ายแพ้ต้องตั้งหัวสะบ้าของทุกคนเรียงแถวหน้ากระดาน และกำหนดระยะห่างระหว่างแถวของหัวสะบ้ากับผู้เล่น

๒ กติกาการเล่น

- ห้ามทำสะบ้าเลยเส้นที่สะบ้าตั้งอยู่

- ห้ามยิงถูกสะบ้าของผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตน

- เมื่อตะครุบสะบ้าในระดับใด ต้องยิงในระดับนั้น

- การยิงสะบ้าจะยิงบนหัวเข่า หรือวางสะบ้าไว้กับพื้นดินแล้วใช้นิ้วดีดยิงไป

๓ ฝ่ายชนะเริ่มเล่นตั้งแต่ท่าที่ ๑ ไปเรื่อยตามลำดับ

๔ แต่ละฝ่ายต้องจำไว้ว่าฝ่ายของตนเล่นติดอยู่ท่าใด เมื่อถึงคราวที่ฝ่ายตนเล่นต้อง

เล่นต่อจากท่านั้น

หมากอี่ หรือบักอี่ (ตี่จับ)

การเล่นหมากอี่นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์เพื่อความสนุกสนานและเพื่อการกีฬา

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ ขีดเส้นพื้นที่สี่เหลี่ยมของอาณาเขต และขีดเส้นแบ่งเป็น ๒ เขตแดน

วิธีเล่น ๑ แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละเท่า ๆ กัน

๒ ส่งตัวแทนป่าวฉิ่งชุบ ฝ่ายชนะเป็นฝ่ายอี่ก่อน ฝ่ายแพ้ต้องตั้งตัวเป็นฝ่ายรับ

๓ เข้าไปอี่ทีละคน โดยเดินหรือวิ่งเข้าไปในเขตแดนฝ่ายตรงข้าม พร้อมกับร้องว่า “อี่

อี่” ดัง ๆ อย่าให้เสียงขาด และพยายามไล่แตะฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามต้องพยายามหลบและช่วยกันจับผู้ร้องไว้จนเสียงขาดถือว่าตาย แต่ถ้าผู้ร้องสะบัดหลุด ผู้จับทุกคนต้องตาย

๔ ให้ฝ่ายตรงข้ามอี่สลับกันไปจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะหมดคนอี่จึงถือว่าแพ้

ขาโถกเถก

ขาโถงเถกนิยมเล่นในฤดูฝนโดยเดินลุยลงไปในโคลนตมหรือน้ำสกปรก และยังเล่นในเทศกาลสงกรานต์เพื่อความสนุกสนานและการกีฬา

จำนวนผู้เล่น ไม่กำหนด

อุปกรณ์ ไม้ไผ่ลำต้นตรง ๒ ท่อน ยาวประมาณ ๑๐๐–๑๕๐ ซม. มีแขนงไม้ที่ยื่นออกมาจากลำต้นความยาวตามขนาดเท้าที่จะเหยียบได้พอเหมาะ (หรืออาจะเจาะลำต้นเป็นรูนำท่อนไม้มาเป็นลิ่มสอดเข้าในในรู) เมื่อตั้งไม้ขึ้นแขนงไม้สูงจากพื้นประมาณ ๓๐ ซม.

วิธีเล่น ผู้เล่นต้องใช้เท้าเหยียบที่แขนงไม้ จับไม้ไผ่ ๒ อันตั้งตรง ให้ระยะห่างระหว่างไม้ทั้งสองให้สามารถยืนได้ถนัด แล้วออกเดินไปยังเส้นชัย

วิ่งเปี้ยว

วิ่งเปี้ยวนิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ในกลุ่มหนุ่มสาวเพื่อความสนุกสนานและเชื่อสัมพันธไมตรี

จำนวนผู้เล่น ตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ ไม้หลัก ๒ อันห่างกันประมาณ ๘ เมตร ไม้สั้นกลม ๒ อัน หรือผ้าเช็ดหน้า ๒ ผืน

วิธีเล่น ๑. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่ายเท่า ๆ กัน แต่ละฝ่ายยืนอยู่ที่ไม้หลักแต่ละด้าน

๒. เมื่อมีสัญญาณ คนที่หนึ่งของทั้งสองฝ่ายจะถือไม้หรือผ้าวิ่งจากหลักของตนไป อ้อมหลักตรงกันข้ามกลับมายังหลักของตนโดยไม่ให้ไม้หรือผ้าหลุดมือ เมื่อถึงหลักของตนก็ส่งไม้ให้คนที่สองรับช่วงต่อไปการเล่นจะดำเนินไปจนกว่าผู้เล่นของฝ่ายหนึ่งวิ่งกวดทันฝ่ายตรงข้ามแล้วใช้ไม้แตะหลัง จึงจะถือว่าชนะ

ดึงหนัง หรือดังเชือก (ชักเย่อ)

การดึงเชือกนิยมเล่นในเทศกาลต่าง ๆ เพื่อความสนุกสนาน

จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด

อุปกรณ์ เชือก ๑ เส้นยาวอย่างน้อย ๑๐ เมตร

วิธีเล่น ๑. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย

๒. ทำสัญลักษณ์กึ่งกลางของเชือก ขีดเส้นแบ่งเขตแดน โดยให้กิ่งกลางเชือกอยู่กับเขตแดน

๓. ผู้เล่นแต่ละฝ่ายจับเชือก โดยคนแรกของแต่ละฝ่ายอยู่ห่างจากกึ่งกลางของเชือกเป็นระยะห่างเท่า ๆ กัน

๔. เมื่อมีสัญญาณผู้เล่นทั้งสองฝ่ายช่วยกันดึงเชือก การเล่นดำเนินไปจนกว่าเท้าผู้เล่นคนแรกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกดึงเข้ามาในเขตแดนของอีกฝ่ายถือว่าแพ้

กิ่งเกิ๊บ หรือกุ๊บกั๊บ

กิ่งเกิ๊บนิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์เพื่อความสนุกสนาน

จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัด

อุปกรณ์ กะลามะพร้าวด้านมีรู ๒ อัน และเชือกยาวประมาณ ๑ เมตรสอดร้อยรูกะลาทั้ง ๒

อัน ไว้ที่ปรายเชือก

วิธีเล่น ผู้เล่นขึ้นไปยืนบนกะลาทั้งสองอัน โดยเอานิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้คีบเชือกไว้มือสอง

ข้างดึงเชื่อกที่ร้อยกะลาไว้พร้อมทั้งก้าวเดินหรือวิ่งโดยไม่ให้เท้าหลุดจากกะลา ใครถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

ต่อไก่

ต่อไก่นิยมเล่นในโอกาสต่าง ๆ มักเล่นในเวลากลางคืนเดือนหงาย

จำนวนผู้เล่น จำนวน ๑๐ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ ผ้าผืนใหญ่ ๒ ผืน

วิธีเล่น ๑ แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละเท่า ๆ กัน มีเขตแดนของตน

๒ ให้ผู้เล่น ๑ คนเป็นไก่ โดยเอาผ้าคลุมตัวให้มิดชิด คนอื่น ๆ เป็นพี่เลี้ยงพาไก่ไปยังจุดนัดพบ

๓ พี่เลี้ยงแต่ละฝ่ายจะทักทายกัน เช่น ไก่มาจากบ้านไหน และขอให้ไก่ลองขันให้ฟัง เสียงไก่แล้วจะทายชื่อผู้เป็นไก่ ถ้าทายถูกไก่ตัวนั้นจะเป็นไก่ของฝ่ายตรงข้าม การเล่นดำเนินไปจนผู้เล่นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมด การเล่นของเด็กและผู้ใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการละเล่นเท่านั้น นอกจากนั้นยังพบว่าการละเล่นบางอย่างจะเล่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เช่น หมากอี่ ขาโถกเถก วิ่งเปี้ยว หมากกิบ ต่อไก่ เป็นต้น

(Visited 5,083 times, 1 visits today)