ประวัติเมืองเรณูนคร

ชาวผู้ไทย  เคลื่อนย้ายข้ามแม่น้ำโขงสู่อาณาจักรไทยครั้งแรก โดยการกวาดต้อนในสมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2322  คือกลุ่ม ลาวทรงดำ ได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่จังหวัดเพชรบุรี และสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2335 ได้อพยพกวาดต้อนลาวทรงดำ ลาวพวน ผู้ไทย ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่จังหวัดเพชรบุรี ภาคกลางบางส่วน และจังหวัดกาฬสินธุ์  นครพนม สกลนคร

ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2369  พระเจ้าอนุรุทธกุมาร (เจ้าอนุวงศ์) เวียงจันทร์ เป็นกบฏต่ออาณาจักรไทย ได้ยกกำลังเข้ามากวาดต้อนผู้คนภาคอีสาน ตั้งแต่เมืองนครราชสีมา ไปเป็นกำลังแก่เวียงจันทร์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์  สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพหน้า  ยกกำลังไปปราบ และตั้งทัพอยู่ที่เมืองนครพนม ปราบกบฏจนสงบ เพื่อตัดกำลังพลในนครเวียงจันทร์ และบั่นทอนอำนาจ จึงกวาดต้อนกลุ่มชนเผ่าต่างๆ เข้ามาสู่ประเทศไทยหลายครั้ง

พ.ศ. 2377 พระยามหาอมาตย์ (ป้อม  อมาตยกูล) ได้เกณฑ์กองทัพเมืองนครพนม มุกดาหาร เขมราฐ อุบลราชธานี ยโสธร ยกกองทัพข้ามแม่น้ำโขงไปกวาดต้อน กลุ่มชนชาว ข่า โส้ แสก ย้อ ผู้ไทย ให้อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่นครพนม มุกดาหาร สกลนคร กาฬสินธุ์

พ.ศ. 2384 ทรงโปรดเกล้าให้มหาสงครามและเจ้าอุปราช (ติสสะ) ซึ่งเป็นอนุชาของเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ แต่มาสวามิภักดิ์ต่อไทย ยกกองทัพหัวเมืองคือ นครพนม มุกดาหาร หนองหาร หนองคาย ภูเวียง   เขมราฐ โดยแยกเป็น 4 ทาง ไปตีเมืองวัง เมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง บางคนหลบหนีเข้าป่า บางคนหลบหนีเข้าเขตญวน ในครั้งนี้ได้กวาดต้อนผู้คนอพยพให้มา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่        เมืองกุฉินารายณ์ อากาศอำนวย วานรนิวาส เขตพื้นที่เมืองสกลนคร เมืองรามราชเขตพื้นที่เมืองนครพนม  เมืองหนองสูง เขตพื้นที่เมืองมุกดาหาร

เฉพาะผู้ไทยเมืองวัง ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาสู่แผ่นดินไทยใน พ.ศ.  2384 นำโดย ท้าวเพชร  ท้าวสาย ท้าวไพ สามพี่น้อง เป็นบุตรพระยาเตโช (ต้นตระกูลเตโช) พร้อมด้วย ท้าวบุตร ท้าวอินทิสาร ทั้งสองคนนี้เป็นลูกเขยของพระยาเตโช ได้นำชาวผู้ไทยจากเมืองวัง  ต่อ ลอยแพ ข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งไทยที่บ้านพระกลางท่า (เขตอำเภอธาตุพนมในปัจจุบัน) และได้ขึ้นไปกราบนมัสการ พระภิกษุทาเจ้าสำนักธาตุพนม ท่านได้แนะนำให้ไปตั้งบ้านเรือนที่ดงหวาย แขวงเมืองนครพนม โดยมีควาญช้างชื่อ บักเอก เป็นผู้นำทางเมื่อตั้งถิ่นฐานแล้ว ชาวบ้านเรียกดงหวายว่า เมืองเว

พ.ศ. 2387  รัชกาลที่ 3  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านดงหวาย (บุ่งหวาย) ซึ่งมีไพร่พลจำนวน 2,648 คน แต่งตั้งขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ตรงกับปีมะโรง ฉศก.จ.ศ.  1200 

พ.ศ.  2443  เปลี่ยนเป็นหัวเมืองมณฑล

พ.ศ.  2446  เปลี่ยนมณฑลเป็นบริเวณ แบ่งการปกครองออกเป็น เมือง อำเภอ

พ.ศ. 2450  ประยกเลิกคำว่า บริเวณ เปลี่ยน  เรียกว่า  เมือง  อำเภอ  ตำบล  หมู่บ้าน  เรณูนคร  จึงเป็นอำเภอหนึ่งของเมืองนครพนม มีหลวงชาญยุทธกิจ (กา เตโช) เป็นนายอำเภอคนแรก

พ.ศ.  2451  ทางราชการให้ย้ายอำเภอ ไปตั้งที่บ้านธาตุพนม แต่ยังเรียกว่า อำเภอเรณูนคร มีหลวงชาญยุทธกิจ (กา  เตโช) เป็นนายอำเภอ 

พ.ศ.  2460  ทางราชการให้ยุบอำเภอเรณูนคร เป็นตำบลให้ไปขึ้นกับอำเภอธาตุพนม คำว่าเรณูนคร ได้หายไปจากทำเนียบกระทรวงมหาดไทย ในฐานะอำเภอ นานถึง 53 ปี

พ.ศ.  2513  จึงยกฐานะเป็น กิ่งอำเภอเรณูนคร ขึ้นกับจังหวัดนครพนม

พ.ศ.  2518  จึงยกฐานะเป็นอำเภอเรณูนคร ขึ้นกับจังหวัดนครพนม

แบ่งการปกครองออกเป็น 8 ตำบล คือ
1. ตำบลเรณู
2. ตำบลโพนทอง
3. ตำบลหนองย่างชิ้น
4. ตำบลเรณูใต้
5. ตำบลนางาม
6. ตำบลนาขาม
7. ตำบลโคกหิแฮ่
8. ตำบลท่าลาด

พระธาตุเรณู (อ.เรณูนคร)

ประดิษฐานอยู่ ที่วัดพระธาตุเรณู ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2461 โดยอาจารย์เม้า วงษา และอุปปัชฌาอินทร์ โดยจำลองมาจากองค์ พระธาตุพนม มีความสูง 35 เมตร กว้าง 8.37 เมตร มีซุ้มประตู 4 ด้าน ภายในเป็นโพรง บรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ ภายในวัดพระธาตุเรณู นอกจากมีองค์พระธาตุแล้ว ยังมีพระรูปพระองค์แสน (น้ำหนัก 1,200 กิโลกรัม หน้าตักกว้าง 50 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร) มีพระพุทธลักษณะสวยงามมาก

อำเภอเรณูนคร เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวผู้ไทย ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นไว้เป็นอย่างดี อาทิ ธรรมเนียมการต้อนรับด้วยการบายศรีสู่ขวัญ การเลี้ยงอาหารแบบพาแลง การชวนดูดอุ การฟ้อนรำผู้ไทย การฟ้อนนับเป็นการแสดงศิลปะและ วัฒนธรรมแบบพื้นเมือง สมัยก่อนเรียกการฟ้อนรำว่า "ฟ้อนละครไทย" ปัจจุบันจะยึดการฟ้อนรำแบบดั้งเดิม

(Visited 5,305 times, 1 visits today)