ประวัติความเป็นมา

“เมืองท่าเหนือลุ่มน้ำน่าน ตำนานแห่งสวางคบุรี อนุเสาวรีย์พระยาพิชัย ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพ็ชร”

  • ความเดิม ก่อนเป็นเมืองอุตรดิตถ์

อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นอำเภอหนึ่งมีที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย
เป็นเมืองท่าทิศเหนือ ดินแดนล้านนาตะวันออก ดินแดนลางสาดหวาน เมืองอุตรดิตถ์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน

เดิมทีตัวเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงตำบลชื่อ “บางโพธิ์ท่าอิฐ” แต่เพราะบางโพธิ์ท่าอิฐซึ่งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน่าน มีความเจริญรวดเร็ว เพราะเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าสำคัญในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ดังนั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ย้ายเมืองหลักมาจากเมืองพิชัยมายังตำบลบางโพธิ์ท่าอิฐ และยกฐานะขึ้นเป็นเมือง “อุตรดิตถ์” ซึ่งมีความหมายว่า ท่าน้ำแห่งทิศเหนือของสยามประเทศ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เมืองอุตรดิตถ์มีความเจริญขึ้น เมืองอุตรดิตถ์จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด

จังหวัดอุตรดิตถ์ตั้งอยู่ทางใต้สุดของภาคเหนือตอนล่าง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีภูเขาและที่สูงสลับเล็กน้อย ประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 99.66 นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท โดยประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยใช้พื้นที่ในการทำการเกษตรประมาณร้อยละ 26.70 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์ รวมทั้งมีการทำพืชไร่ปลูกผลไม้นานาชนิด โดยผลไม้ที่ขึ้นชื่อของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ คือ ลางสาด ทุเรียน

  • กำเนิดนามเมืองอุตรดิตถ์

โดยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อุตรดิตถ์เป็นหัวเมืองชุมนุมการค้าที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในภาคเหนือ ทำให้ในปี พ.ศ.2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของเมืองแห่งนี้ในฐานะศูนย์กลางการค้าขายของแถบภาคเหนือตอนล่าง หรือเมืองท่าที่ตั้งอยู่ปลายเหนือสุดของการควบคุมด้วยอำนาจโดยตรงของ อาณาจักร จึงพระราชทานนามเมืองท่าอิดไว้ว่า “อุตรดิฐ” (อุตร-ทิศเหนือ, ดิตถ์-ท่าน้ำ) แปลว่า “ท่าน้ำแห่งทิศเหนือ” (คำนี้ต่อมาเขียนเป็น “อุตตรดิตถ์ ” และ “อุตรดิตถ์” ดังที่ใช้ในปัจจุบัน)

พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองพิชัย ท่าอิด เมืองทุ่งยั้ง และเมืองลับแล ทรงเล็งเห็นว่าท่าอิดมีความเจริญ เป็นศูนย์ทางการค้า ประกอบกับมีเมืองลับแลอยู่ใกล้ๆ เป็นเมืองรองลงไป การชำระคดีและการเรียกเก็บภาษีอากรสะดวกกว่าที่เมืองพิชัย แต่ท่าอิดในขณะนั้นยังคงมีฐานะเป็นเมืองท่าขึ้นต่อเมืองพิชัย ดังนั้น คดีต่างๆที่เกิดขั้นรวมทั้งการเก็บภาษีอากรส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ท่าอิด ราษฎรต้องลงไปเมืองพิชัยติดต่อกับส่วนราชการเป็นการไม่สะดวก จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองพิชัยมาตั้งที่บริเวณท่าอิด ส่วนเมืองพิชัยเดิมว่าเรียกว่าเมืองพิชัยเก่า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์          หน้าพลับพลารับเสด็จ ณ หน้าวัดวังเตาหม้อ (วัดท่าถนน) จังหวัดอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2444

พ.ศ. 2444 เกิดกบฏพวกเงี้ยวได้ก่อการจลาจลขึ้นที่เมืองแพร่ ทางเมืองเหนือรวมทั้งเมืองอุตรดิตถ์ด้วย ต้องจัดกำลังขึ้นไปช่วย  ก่อนที่กองทัพจากกรุงเทพฯ จะเดินทางขึ้นไป และในเดือนนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เมื่อยังเป็นพลโท ยกกองทัพขึ้นไปปราบเงี้ยวที่ก่อการจลาจลในเมืองแพร่ ก็ได้ไปพักกองทัพ เพื่อยกขึ้นเดินทางบกที่เมืองอุตรดิตถ์นี้ และตั้งประชุมไพร่พลอยู่ที่เมืองนี้หลายวัน แล้วจึงเดินบกต่อไปยังเมืองแพร่ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองพิชัย อุตรดิตถ์ เมืองทุ่งยั้ง และเมืองลับแล สมัยสุทธิธรรม (2545 : 15) ได้กล่าวถึงรัชกาลที่5 ทรงอธิบายหาดท่าอิฐไว้ดังนี้

“…ในตลาดนั้นมีเรือนแถว ฝากระดาน 2 ชั้น แต่ใหญ่ๆ กว่าที่กรุงเทพฯ ที่แล้วก็มาก ที่ยังทำอยู่ก็มี เป็นร้านขายของอย่างครึกครื้น ที่เป็นบ้านเรือนและห้างก็มีบ้าง เขาว่าตลาดบกที่นี่ดีกว่าที่ปากน้ำโพ ซึ่งฉันยังไม่ได้เห็น แต่ตลาดเรือนั้นที่นี่สู้ปากน้ำโพไม่ได้…

รัชกาลที่5 ทรงเล็งเห็นว่าอุตรดิตถ์มีความเจริญ เป็นศูนย์ทางการค้า ประกอบกับมีเมืองลับแลอยู่ ใกล้ๆ เป็นเมืองรองลงไป การชำระคดีและการเรียกเก็บภาษีอากรสะดวกกว่าที่เมืองพิชัย แต่ท่าอิฐในขณะนั้นยังคงมีฐานะเป็นเมืองท่าขึ้นต่อเมืองพิชัย ดังนั้น คดีต่างๆ ที่เกิดขั้นรวมทั้งการเก็บภาษีอากรส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ท่าอิด ราษฎรต้องลงไปเมืองพิชัยติดต่อกับส่วนราชการเป็นการไม่สะดวก จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายศาลาว่ากลางเมืองพิชัยมาตั้งที่บริเวณเมืองอุตรดิตถ์โดยมีสาเหตุการย้ายศาลาว่าการเมืองเพราะ

  1. ทางอุตรดิตถ์ มีสภาพทางภูมิศาสตร์อันเหมาะสมที่จะตั้งเป็นตัวเมือง เพราะมีการค้าเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะที่ท่าอิฐ เป็นแหล่งทำการค้าที่ใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือและ
  2. อุตรดิตถ์มีทำเลกว้างใหญ่ไพศาลขยับขยายได้ง่ายกว่าเมืองพิชัย เมื่อมีการย้ายเมืองอย่างกะทันหัน จึงจำเป็นต้องอาศัยพลับพลารับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นที่ทำการชั่วคราว ต่อมาจึงได้เริ่มถากถางป่าด้านเหนือวัดวังเตาหม้อ (วัดท่าถนน) จัดสร้างศาลากลางเมือง ศาลยุติธรรม เรือนจำ ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีตำรวจ และย้ายที่ทำการมายังเมืองอุตรดิตถ์ ส่วนเมืองพิชัยเดิมว่าเรียกว่าเมืองพิชัยเก่า
  • อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน

จนในปี พ.ศ. 2522 ทางการได้ตัดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 ทำให้เมืองอุตรดิตถ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนามากขึ้นตามลำดับ เพราะทางเส้นนี้เป็นเส้นทางส่วนหนึ่งของถนนสายเอเชียที่ตัดผ่านมาจากจังหวัดพิษณุโลกผ่านนอกเมืองอุตรดิตถ์เข้าสู่จังหวัดแพร่ ทำให้เส้นทางนี้กลายเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกสายหลักของจังหวัดอุตรดิตถ์ และกลายเป็นทางผ่านสำคัญเพื่อเข้าสู่ภาคเหนือ

ตัวเมืองอุตรดิตถ์มีความเจริญขึ้นมาโดยลำดับเนื่องจากเป็นที่ตั้งของย่านสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ทำให้ในปี พ.ศ. 2458 สมัยรัชกาลที่ 6 ได้ย้ายศูนย์ราชการจากเมืองพิชัยมาตั้งไว้ที่เมืองอุตรดิตถ์
และในปีพ.ศ. 2495 เมืองอุตรดิตถ์จึงได้รับการยกฐานะจากเมืองอุตรดิตถ์ขึ้นเป็นจังหวัดอุตรดิตถ์ สืบจนปัจจุบัน

  • ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน่าน มีพื้นที่ทั้งหมด765.476 ตร.กม. (295.552 ตร.ไมล์)ตั้งอยู่ที่พิกัด 17° 37′ 33″ N, 100° 5′ 48″ E หรือพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ 17.625833, 100.096667มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ           ติดต่อกับอำเภอเด่นชัย (จังหวัดแพร่) และอำเภอท่าปลา

ทิศตะวันออก     ติดต่อกับอำเภอท่าปลาและอำเภอทองแสนขัน

ทิศใต้               ติดต่อกับอำเภอทองแสนขันและอำเภอตรอน

ทิศตะวันตก       ติดต่อกับอำเภอลับแล

  • ลักษณะการปกครองในปัจจุบันของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

 

https://drive.google.com/file/d/1IOkDapiglshh93dkRnLRFMAaXCqoYiJj/view?usp=sharing

แบ่งเขตการปกครองท้องที่ออกเป็น 17 ตำบล 154 หมู่บ้าน ได้แก่

  1. ท่าอิฐ 28 ชุมชน
  2. ท่าเสา 10 หมู่บ้าน
  3. บ้านเกาะ 8 หมู่บ้าน
  4. ป่าเซ่า 8 หมู่บ้าน
  5. คุ้งตะเภา 8 หมู่บ้าน
  6. วังกะพี้ 9 หมู่บ้าน
  7. หาดกรวด 9 หมู๋บ้าน
  8. น้ำริด 10 หมู่บ้าน
  9. งิ้วงาม 16 หมู่บ้าน
  10. บ้านด่านนาขาม 11 หมู่บ้าน
  11. บ้านด่าน 11 หมู่บ้าน
  12. ผาจุก 12 หมู่บ้าน
  13. วังดิน 11 หมู่บ้าน
  14. แสนตอ 8 หมู่บ้าน
  15. หาดงิ้ว 10 หมู่บ้าน
  16. ขุนฝาง 7 หมู่บ้าน
  17. ถ้ำฉลอง 4 หมู่บ้าน
(Visited 2,465 times, 5 visits today)