ประวัติความเป็นมา

ในทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองนี้  ว่าเดิมทีเดียวไม่ได้ชื่อว่า  หนองคาย  แต่มีชื่อว่า  “บ้านไผ่” 
ประวัติในตอนต้นบ้านไผ่เป็นหนองคาย นั้น ในหนังสืองานฉลอง  25  พุทธศตวรรษกล่าวลำดับความไว้โดยละเอียดว่า
“ เดิมที่ตั้งตัวเมืองหนองคายทุกวันนี้มิได้เคยเป็นเมืองเก่ามาแต่โบราณแต่ก่อน เรียกว่า  บ้านไผ่  ขึ้นอยู่ในความปกครองของกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทร์) ครั้นเมื่อกรุงเทพพระมหานครได้กรุงศรีสัตนาคนหุต  จึงได้ตั้งบ้านไผ่เป็นเมืองหนองคาย...  ”
และในหนังสือเล่มเดียวกันนี้  ได้ขยายความเรื่องนี้ไว้ต่อไปโดยละเอียดว่า  “ลุจุลศักราช  1140  เจ้าอนุผู้ครองเวียงจันทร์ได้กระด้างกระเดื่องแข็งเมืองต่อกรุงเทพระมหานครจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ภายหลังเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต  คุมทัพไปตีชาวกรุงศรีสัตนาคนหุต  ได้ยกทัพไปตีตามแนวทางและได้ตั้งฐานทัพอยู่ที่บ้านบกหวาน  (เดี๋ยวนี้เป็นหมู่บ้าน อยู่ในตำบลนาฮี  ทางทิศใต้ ที่ตั้งอำเภอ ห่างจากที่ตั้งอำเภอ  12  กิโลเมตร)  ได้ต่อสู้รบพุ่งกันกองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุต  ต้านทานมิได้ก็ถอยทัพกลับไปเวียงจันทร์  พระยาราชสุภาวดีได้ติดตามไปตั้งฐานทัพอยู่ที่บ้านพานพร้าว (อยู่ตรงกันข้ามคนละฟากลำน้ำโขงกับนครเวียงจันทร์ขณะนี้เป็นตำบลอยู่ในอำเภอท่าบ่อ)  เมื่อสะสมผู้คนและเสบียงอาหารได้พร้อมแล้วก็ได้รับทราบว่า  เจ้าอนุและเจ้าราชวงค์คำดีทิ้งข้าวของและสมบัติสำคัญลงในลำน้ำโขงแล้วหลบหนีไปจึงให้พญาเชียงสา  ท้าวสุวอ  (บุญมา)  และอุปฮาด  1  ไปตรวจดูที่เมืองเวียงจันทร์  เพราะเกรงว่าเจ้าอนุจะทำกลอุบายครั้นทราบว่าเจ้าอนุทำกลอุบายแน่แล้วพญาราชสุภาวดีก็ลงเรือข้ามแม่น้ำโขงไปตรวจดูในนครเวียงจันทร์ ได้สั่งให้พยาเชียงสาไปจับเท้าสุทธิสารราชบุตรเจ้าอนุ  ซึ่งหลบหนีไปซ่อนอยู่ที่วัดโพนมเนา  เมื่อจับตัวท้าวสุทธิสารได้แล้วจึงสั่งให้รื้อป้อมและกำแพงเมือง และถอนหลักเมืองกรุงศรีสัตนาคนหุตเสียแต่ในครั้งนั้น แล้วพญาราชสุภาวดีก็กลับมายังกองทัพที่เมืองพรานพร้าวตามเดิม ได้พักรอพระภิเรนทรเทพอยู่ที่นั่นประมาณ  2  เดือน  เมื่อพระภิเรนทรเทพไปถึงเมืองเชียงขวางเจ้าอนุมิยอมแต่โดยดีได้ขัดแข็งสู้รบ  เจ้าน้อยเมืองเชียงขวาง  ทราบว่าเจ้าอนุเป็นกบฏต่อกรุงสยามจึงจับเจ้าอนุและครอบครัวส่งให้พญาราชสุภาวดี ซึ่งอยู่ ณ เมืองพรานพร้าว  นั้น เมื่อได้เจ้าอนุแล้วพญาราชสุภาวดีจึงให้บำเหน็จรางวับแต่ผู้ทำความชอบแต่ทหารทั้งปวง ให้ท้าว สุวอ (บุญมา)  เป็นเจ้าเมืองโดยให้เหลือตำบลเหล่านี้  เมืองพรานพร้าว  เมืองปะโค  เมืองเวียงคุก และบ้านไผ่  ชอบตรงไหนก็ให้ตั้งเมืองตรงนั้น  ท้าวสุวอ (บุญมา)  เห็นว่าบ้านไผ่เหมาะกว่าที่อื่นและเมื่อพญาราชสุภาวดีมาตรวจก็เห็นพร้องต้องใจด้วยจึงให้ตั้งบ้านไผ่ขึ้นเป็นเมืองหนองคาย ให้เวียงจันทร์ (กรุงศรีสัตนาคนหุต) ขึ้นตรงต่อเมืองหนองคายสืบไป แล้วพระยาราชสุภาวดีก็กลับกรุงเทพฯ พร้อมด้วยเจ้าอนุซึ่งเป็นกบฏและขุนนางข้าราชการหลายคนได้ตั้งให้ขุนเจริญราชเดชเป็นผู้รักษาเมืองเวียงจันทร์ เพื่อให้คิดจัดการปราบปรามพวกพวนซึ่งยังมิได้อ่อนน้อมให้ราบคาบต่อไปนับเป็นครั้งหลังที่สุดที่หมดวงษ์กษัตริย์และสิ้นนามกรุงศรี สัตนาคนหุตแผ่นดินได้ตกมาเป็นของกรุงเทพมหานครตั้งแต่ครั้งนั้น  มาตรงกับ ร.ศ.45 จุลศักราช 1188  พุทธศักราช 2369  จนกระทั่ง  ร.ศ.112  จุลศักราช  2436 จึงตกเป็นฝรั่งเศส
เมื่อกองทัพพญาราชสุภาวดีถึงกรุงเทพมหานครแล้วก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวสุวอ (บุญมา) เป็นพระปทุมเทวาภิบาล โดยถือเอาดอกบัวที่อยู่ในหนองคายเป็นศิริมงคลสำคัญสำหรับบ้านเมืองให้พระประทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอเป็นเจ้าเมืองในปี จุลศักราช  1189  พ.ศ. 2370
ร.ศ.46
พ.ศ. 2380 พระประทุมเทวาภิบาล (ท้าวสุวอ) ผู้เป็นเจ้าเมืองถึงแก่กรรมอุปฮาด (เคน) ได้เป็นเจ้าเมืองหนองคาย ในปี พ.ศ. 2383 และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระปทุมเทวาภิบาลเหมือนกัน
ในสมัยที่พระปทุมเทวาภิบาล  (เคน)  เป็นเจ้าเมืองนี้เองก็เกิดศึกสำคัญขึ้นเรียกกันว่าศึกฮ่อ ครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2420 แต่ในระยะนี้พระประทุมเทวาภิบาล (เคน) ไม่ได้อยู่ในหนองคายมีราชการต้องมาต้อนรับพระยามหาอำมาตย์เสียที่เมืองอุบลราชธานีและได้มอบกิจการบ้านเมืองให้ท้าวจันทรศรีสุราช (ชื่น) รักษาราชการแทน พวกฮ่อได้ตีหัวเมืองลายทางเรื่อยมาจนเข้ายึดเอาเวียงจันทร์ไว้ได้ พวกกรมการเมืองหนองคายแทนที่จะหาทางป้องกันข้าศึกกับคิดอพยพหนีพวกฮ่อ  โดยท้าวจันทรศรีสุราชกับครอบครัวหนีไปอยู่บ้านพรานพร้าวอุดรธานี เมื่อตัวนายไม่คิดสู้พวกราษฎร์ก็พลอยขวัญเสียอพยพออกจากเมืองบางเหตุการณ์ในตอนนี้ถึงกับทำให้เมืองหนองคายตกอยู่ในสภาพเป็นเมืองร้างนอกนี้เมืองใกล้ ๆ กัน คือเมืองโพนพิสัยก็พลอยไม่คิดสู้ขี้นมาอีก พระพิไสยสรเดช (หนู) เจ้าเมืองอพยพครอบครัวหนีไปอยู่บึงกาฬ
ทางกรุงเทพจึงได้มีพระบรมราชองค์การให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ซึ่งไปราชการ  ณ  เมืองอุบลราชธานี นั้น เกณฑ์ทัพเข้าปราบฮ่อกองทัพของพระยามหาอำมาตย์ได้ยกเข้ามาตั้งพักอยู่ที่เมืองหนองคายแล้วก็สั่งให้จับเอาเท้าจันทรศรีสุราชและพระยาพิไสยสรเดชไปประหารชีวิตเสียทั้งคู่เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบต่อไปจากนี้ก็เกณฑ์คนในเมืองต่าง ๆ คือ นครพนม  มุกดาหาร  เขมราฐ  อุบลและร้อยเอ็ด เข้าสมทบกับกองทัพเมืองหนองคาย รวมพลได้ทั้งสิ้นประมาณ  20,000  คน  แล้วยกออกไปตีเมืองเวียงจันทร์ซึ่งพวกฮ่อสู้ไม่ได้แตกและทิ้งกรุงเวียงจันทร์ไป  กองทัพของพระยามหาอำมาตย์ก็กลับมาพักที่หนองคายจัดกิจกรรมบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็กลับกรุงเทพฯ ครั้งนี้พระประทุมเทวาภิบาล (เคน) เจ้าเมืองหนองคายได้ติดตามลงมากรุงเทพฯ ด้วย
พ.ศ.2427  พวกฮ่อได้ยกมาตีอีกครั้งหนึ่ง  โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพที่นครราชสีมาไปปราบพวกฮ่อหนีไปเชียงคำ  กองทัพจึงกลับนครราชสีมา
พ.ศ.2428  โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนุกูลกับพระยาศรีสุริยะราชวรานุวัตรยกกองทัพขึ้นมาปราบฮ่อที่เชียงขวางและทุ่งเชียงคำ  ทางกองทัพไทยกับฮ่อได้ต่อสู้กันถึงตะลุมบอนที่ทุ่งเชียงคำ  พระยาราชนุกูลถูกกระสุนปืนกระดูกแข้งซ้ายแตกเดินไม่ได้  การรบคราวนี้ทัพไทยได้ล้อมพวกฮ่อไว้จนกองทัพไทยภาคใต้การนำของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม  ได้ยกไปปราบฮ่อก็แตกกลับไปอย่างยับเยิน  เมื่อเสร็จศึกครั้งนี้แล้วก็ยกกองทัพกลับมาเมืองหนองคาย  แล้วสร้างอนุสาวรีย์  บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในการปราบฮ่อไว้  ณ  เมืองหนองคายด้วย  เพื่อเป็นที่ระลึกถึงวีรกรรมของทหารไทยในครั้งนี้
พ.ศ.2436 (ร.ศ. 112)  เกิดกรณีพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงไทยต้องเสียดินแดนบางส่วนไปและกองบรรณาการมณฑลของไทยซึ่งตั้งอยู่ที่หนองคาย  นั้น  ต้องย้ายมาตั้งที่มณฑลอุดรตรงบ้านหมากแข้งเรียกว่ามณฑลลาวพวนและมาเปลี่ยนเป็นมณฑลฝ่ายเหนือ  เพราะเกี่ยวด้วยสัญญาทางทหารไทยจะตั้งกองอยู่ที่หนองคายไม่ได้เหตุการณ์ก็ปรกติตลอดมา
                 ดังนั้น เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ใน 13 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ ตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของแนวทอดยาวตามลำน้ำโขง ประมาณ 57 กิโลเมตร ระยะห่างจากกรุงเทพ ประมาณ 616 กิโลเมตร
ทิศเหนือ -    ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน
ทิศใต้     -     ติดต่อกับกิ่งอำเภอสระใคร  จังหวัดหนองคาย  และอำเภอเพ็ญ  จังหวัดอุดรธานี
ทิศตะวันออก -  ติดต่อกับอำเภอโพนพิสัย  จังหวัดหนองคาย
ทิศตะวันตก   -  ติดต่อกับอำเภอท่าบ่อ  จังหวัดหนองคาย
สภาพภูมิประเทศ
สภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม  ประมาณร้อยละ 85 พื้นที่โดยทั่วไปมีสภาพเป็นดินทราบสภาพป่ามีน้อยมากภูเขาไม่มี
แหล่งน้ำสำคัญ  คือ  แม่น้ำโขง , ลำน้ำสวย , ลำห้วยคุกและบึงหนองคาย และหนองกอมเกาะ
ประชากรและอาชีพของทั้งอำเภอเมืองหนองคาย มีทั้งสิ้น 144,846 คน 
แยกเป็นเขตเทศบาล  ดังนี้
- เขตเทศบาลเมืองหนองคาย  จำนวน     49,225 คน
- เขตเทศบาลหนองสองห้อง     จำนวน      5,764 คน
- เขตเทศบาลตำบลเวียงคุก     จำนวน      6,218 คน
  ส่วนเขตท้องที่อำเภอเมืองหนองคาย      83,639 คน แบ่งเป็น
- ชาย 41,884 คน
- หญิง 41,902 คน
- บ้าน 20,841  หลัง
สภาพเศรษฐกิจ
ราษฎรประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมาณร้อยละ 85 ได้แก่ 
ข้าว  , ยาสูบ , กล้วน้ำหว้า และมะเขือเทศ
การปศุสัตว์  มีการเลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด  ไก่  และปลากระชัง
การอุตสาหกรรม  จำนวน 251 แห่ง
การพาณิชย์
- สถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่  21  แห่ง
- ธนาคาร  12 แห่ง
- สหกรณ์  17  แห่ง
- โรงแรม  26 แห่ง
- สถานบริการและเริงรมย์ 50 แห่ง
การปกครอง
พื้นที่การปกครอง แบ่งออกเป็น 16 ตำบล 147 หมู่บ้าน (ตำบลมีชัย ตำบลในเมืองอยู่ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย
องค์กรท้องถิ่น 16 แห่ง  เป็น
- เขตเทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 2  แห่ง (หนองสองห้อง และเวียงคุก)
- องค์การบริหารส่วนตำบล 13 แห่ง
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ  ได้แก่  วัดโพธิ์ชัย  (หลวงพ่อพระใส)  สะพานไทย-ลาว   ศาลาแก้วกู่  วัดพระธาตุบังพวน  ตลาดสินค้าอินโดจีน  อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ  สวนสาธารณะหนองถิ่นและหาดจอมมณี

สภาพทางสังคม
 การศึกษา  โรงเรียน 73 แห่ง
การศาสนา   วัดและที่พักสงฆ์ 164 แห่ง
                   นับถือศาสนาพุทธร้อยละ         98
                   ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี
เทศกาลบุญบั้งไฟ
การแข่งขันเรือยาว
 งานสงกรานต์
เทศกาลบั้งไฟพญานาค
 การสาธารณสุข    โรงพยาบาลจังหวัด  1 แห่ง(ขนาด 324 เตียง)
      สถานีอนามัย    17 แห่ง
      โรงพยาบาลเอกชน    2 แห่ง
      ร้านขายยาแผนปัจจุบัน 24 แห่ง
 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
       สถานีตำรวจภูธรอำเภอ   1 แห่ง
       สถานีตำรวจภูธรตำบล   2 แห่งการปกครองท้องที่
                            ตำบล 16 ตำบล
       กำนัน 14 คน 
                  (2 ตำบลอยู่ในเขตเทศบาล คือ ตำบลในเมือง และตำบลมีชัย)
      แพทย์ประจำตำบล 14 คน
      สารวัตรกำนัน 28 คน
       หมู่บ้าน                       147                 หมู่บ้าน
       ผู้ใหญ่บ้าน 143 คน 
                   (อีก 4 หมู่บ้าน อยู่ในเขตเทศบาลตำบล)
                           ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง 286 คน
     ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ   75 คน

สถานการณ์ปัญหาตามแนวชายแดน

 อำเภอเมืองหนองคาย  มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่สำคัญ  คือ  ปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างชาติ  เข้ามาทำงานในพื้นที่ตลอดจนปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติด  โดยเฉพาะยาบ้าเข้ามาในราชอาณาจักไทย  การลักลอบขนสินค้าหนีภาษีศุลกากร  ทำให้ราษฎรในเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของยาเสพติด ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีพื้นฐาน  และสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ

                                ความเชื่อ  ประเพณี  และพิธีกรรม
                                           ----------------------------
ความเชื่อ  ประเพณี  และพิธีกรรม ของอำเภอเมืองหนองคาย
ขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 วันมาฆะบูชาของทุกปี บวงสรวงองค์พระธาตุบังพวน
วันที่  5  มีนาคม  ของทุกปี  บวงสรวงอนุสาวรีย์ปราบฮ่อ
วันที่ 13 – 15 เมษายน ของทุกปี ประเพณีสมโภชหลวงพ่อพระใส
ประเพณีบุญบั้งไฟ  (ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6)     
เทศกาลบั้งไฟพญานาค  (ขึ้น  15  ค่ำเดือน  11)
ประเพณีแข่งเรือยาว  (วันออกพรรษา)
                                  
                               รายนามและประวัติ ผู้ดำรงตำแหน่ง
                                      นายอำเภอเมืองหนองคาย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลำดับที่           ชื่อ - สกุล   ระยะเวลา การดำรงตำแหน่ง               ตั้งแต่ -  ถึง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1   รองอำมาตย์โท พระบริบาลภูมิเขต หนูเถื่อน ณ หนองคาย (สอ)2437-2450
2   มหาอำมาตย์ศรีพระยาอดุลเดชสยามเมศวรภักดีพริยะพาหะ
(อุ้ย  นาครทรรพ)                                                       2450-2455
3   รองอำมาตย์เอกหลวงอนการคัณทุวาปี (ส) มณี            2455-2457
4   อำมาตย์ตรีพระพิทักษ์พนมนคร (ส) ช่วง สุวรรณทรรพ รอง    2457-2458
5   อำมาตย์เอกพระศุภวรรถวินิจ (ส) เจียก  ฤกษสูต            2458-2460
6   รองอำมาตย์โท หลวงวิจิตรคุณสาร (โต๊ะ  พลวิเศษ)            2460-2461
7    รองอำมาตย์ตรี สุวรรณ  ศรีเพ็ญ                                 2461-2463
8    รองอำมาตย์โท ขุนพิศาลสารุกิจ (ถิ่น โรจนประดิษฐ์)           2463-2465
9    รองอำมาตย์เอก หลวงศรีนครานุรักษ์                            2465-2466
10  รองอำมาตย์ตรี ขุนวิตราภิบาล  (แจ่ม นารายครามิน)           2466-2469
11   รองอำมาตย์เอก หลวงราษฎร์ธุระกิจ                                2470-2470
12   รองอำมาตย์เอก หลวงพินัยทัณทริค (ยิ้ม)           2471-2471
13    นายสมควร  ทองใบใหญ่                                 2472-2473
14    รองอำมาตย์เอก พระบริษทสิทธิเดช (ถิน มุททโรทก)          2473-2474
15    อำมาตย์โทพระยาวุฒาธิคุณ  (แพ  ณ  หนองคาย)           247-2476
16    รองอำมาตย์โท หลวงวุฒิมนตรี (ทองดี  อินทรกำแหง)        2476-2483
17    นายพรหม  สุตรสุคนธ์                                                     2476-2483
18     นายสง่า  ไทยานนท์                                                      2483-2485
19     นายสุรจิต  จันทรศัพท์                                     2485-2490
20     ร.ต.ท.ส่งศักดิ์  ขัมภรัตน์                                 2490-2492
21     ร.ต.ท.บุศย์  จินตนา                                                      2490-2492
22     ร.ต.อ.แถว  พรหมประกาย ณ  นครพนม            2492-2496
23      นายเวศ  สุริโย                                                      2496-2499
24      ร.ต.ต.เอิบ  สุโรบล                                                      2499-2504
25      นายสุวิทย์  ยิ่งวรพันธ์                                 2504-2505
26      นายจริยา  พึ่งแสง                                                      2505-2508
27      นายประพันธ์  สายเมวง                                2508-2511
28       นายมนตรี  ภวภูตานนท์  ณ  มหาสารคาม           2511-2515
29       นายปราวิน  เหรียญสุวงษ์                                2515-2519
30       นายพิชัย ยุวนิช                       2519 2525
31        นายทัศน์  ครณรัมย์                       2525 2528
32       นายสุวิชา  วรวิเชียรวงษ์ 2528 2533
33       นายเกษมศักดิ์  แสนโภชน์ 2533 2533
34        นายสุนทร  จัตชัย                       2533 2534
35        นายสุขุม  สาริบุตร                       2534 2535
36        นายจุนพงศ์  จันทรดี 2535 2536
37        นายนพดล  สาริบุตร 2536 2539
38         นายเกียรติศักดิ์  โกศัลจิตร 2539 2542
39         นายประสิทธิ์  คชโคตร 2542 2544
40         นายอรรถนนท์  โบสุวรรณ 2544 2545
41         นายพงษ์ฤทธิ์  คงประสิทธิ์ 2545 2548
42          นายสุทธิ  รัตนศรีทอง 25 ธ.ค.48 2549
43          ว่า ร.ต.โกมล  บุญสูงเพชร 25 ธ.ค.49-30 ก.ย.2551
44          นายบัญชา  ชงัดเวช                    2551 -      30  ก.ย.2552 
45                      

(Visited 6,541 times, 1 visits today)