ศูนย์เรียนรู้บ้านใหม่วังผาปูน

ศูนย์การเรียนรู้บ้านใหม่วังผาปูน
ศูนย์การเรียนรู้บ้านใหม่วังผาปูน หมู่ที่ 15 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเ พียงต้นแบบ ปี 2553 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านใหม่วังผาปูน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเรียนรู้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน และชุมชนอื่นๆ ที่มีความสนใจเข้ามาศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ต่างๆ ภายในศูนย์เรียนรู้มีการจัดทำบอร์ดให้ความรู้ แผนที่หมู่บ้าน แผนที่จุดเรียนรู้ มีการกำหนดจุดเรียนรู้ต่างๆ เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากชุมชนอื่นๆ ศูนย์เรียนรู้บ้านใหม่วังผาปูนมีการให้ความรู้ทั้งด้านการเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม การส่งเสริมอาชีพ และครัวเรือนต้นแบบ
ในศูนย์เรียนรู้มีการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้ เพื่อเป็นคณะทำงานและช่วยกันบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้ รวมถึงวางแผนการดำเนินกิจกรรมของศูนย์ ซึ่งคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้ ประกอบด้วย
1. นายอุดร ฟุงละ ประธาน
2. นางบุญศรี รุ่งเกียรติเจริญ รองประธาน
3. นายธวัช เขื่อนคำ เลขานุการ
4. นางเสาวภา ปั๋นเก๋ เหรัญญิก
5. นางญาณวัฒนา หลานคำ ผู้ช่วยเหรัญญิก
6. นายทวี จันทะแพ กรรมการ
7. นายอภิสิทธิ์ หลวงใจ กรรมการ
8. นายภูริช แก้วออน กรรมการ
9. นายมานิช ศิริ กรรมการ
10. นายนิตย์ ตาจุมปา กรรมการ
11. นายสุวิทย์ แก้วออน กรรมการ
12. นายสงวน ยอดใจ กรรมการ
13. นางคำมาเรือน เทือกภู่ กรรมการ
กิจกรรมการเรียนรู้ของศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านใหม่วังผาปูน
1. การสร้างครัวเรือนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถเป็นศึกษาดูงานได้
2. การเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ หมู ปลาต่าง เพื่อใช้งานและเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน
3. การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เศษพืชผักผลไม้ เศษอาหาร ฯลฯ การทำน้ำส้มควันไม้
4. การส่งเสริมอาชีพ เช่น การทำเกมส์ไม้ สุรากลั่นชุมชน เป็นต้น
5. การเรียนรู้กิจกรรม/การรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น
แผนงานกิจกรรมที่จะทำต่อไป
1. การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า
2. การศึกษาการปรับปรุงดิน โดยการปลูกหญ้าแฝก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ฯลฯ
3. ประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้ผักพื้นบ้านสู่ครัวของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ
4. การอนุรักษ์ไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น การบันทึกภูมิปัญญา
5. การทำแผนที่จุดเรียนรู้ในชุมชน
6. การดูงานจากศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาปรับใช้กับศูนย์เรียนรู้ของชุมชน
7. การประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้

บุคคลผู้เป็นภูมิปัญญาในหมู่บ้าน/ปราชญ์ชาวบ้าน
“การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการรักษาสิ่งที่ดีไว้ให้กับ ลูกหลาน คนรุ่นหลัง เป็นการรักษาประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามเหมือนกับการสอนตัวหนังสือเมืองล้านนาให้คงอยู่สืบต่อไป”

นายมานิช ศิริ (พ่อหนานนิช) พ่อหนานนิช อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 15 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันพ่อหนานนิชเป็นหัวหน้าคุ้ม 4 คุ้มไม้ใหญ่สักทอง มัคฑายกวัดมัชฌิมาราม (วังผาปูน)
พ่อหนานนิช เป็นผู้มีความรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านศาสนาและการแระกอบพิธีกรรมต่างๆ ของหมู่บ้าน เป็นผู้นำด้านศาสนพิธี โดยได้รับการสืบทอดมาจากคนรุ่นเก่าก่อน ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของพ่อหนานนิช มีดังนี้

การทำพิธีสืบชะตา
การสืบชะตาเป็นความเชื่อของคนล้านว่าเป็นการต่ออายุหรือต่อชีวิตให้กับคนที่เจ็บป่วยและเป็นการเสริมบุญบารมี เสริมดวง ให้กับผู้ที่ได้จัดทำพิธีดังกล่าวขึ้น การสิบชะตามีอยู่ 2 ประเภทคือ การสืบชะตาหลวง และการสืบชะตาการเจ็บป่วยพิธีการปฏิบัติเหมือนกันแต่แตกต่างกันที่เครื่องใช้ในการจัดพิธีกรรมเท่านั้นโดยมีรายละเอียด ดังนี้ คือ

การสืบชะตาหลวง
เป็นการสืบชะตาในเรื่องของงานบุญ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ การได้รับตำแหน่งใหม่ จะมีการจัดพิธีสืบชะตา โดยการสืบชะตาหลวงนั้นจะต้องใช้เครื่องใช้ในการประกอบพิธีแต่ละอย่างมาประกอบพิธีอย่างละ 108 ทุกอย่าง เช่น บุหรี่ 108 เมี้ยง 108 ธงขาว 108 ธงใหญ่ 108 เทียน 108 ไม้ค้ำเล็ก 108 ส่วนไม้ค้ำใหญ่จะใช้แค่ 3 ขา ซึ่งหมายความว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนเครื่องใช้ในการประกอบพิธีก็จะมีอีกหลายอย่างดังนี้ ต้นกล้วย ต้นอ้อย หม้อเงินหม้อทอง ซ้อยเมี้ยง ซ้อยพลู ซ้อยเทียน ซ้อยบุหรี่ ซ้อยข้าวตอกดอกไม้ บันได สะพาน เสื่อ หมอน มะพร้าว กล้วย หม้อน้ำ กระบอกน้ำ กระบอกข้าวเปลือก กระบอกข้าวสาร เทียนแพ กรวยดอกไม้ (สวยดอกไม้) ซึ่งสิ่งของเครื่องใช้ที่นำมาประกอบพิธีก็จะมีความหมายทุกอย่าง

การสืบชะตาการเจ็บป่วย
เป็นการสืบชะตาต่ออายุให้กับผู้ที่กำลังเจ็บป่วย การประกอบพิธีนั้นเหมือนกับการสืบชะตาหลวงแต่มีข้าวเครื่องใช้ในการประกอบพิธีเท่านั้น ที่ต่างกัน เพราะ จะใช้เครื่องใช้แต่ละอย่าง 108 ไม่ได้จะต้องใช้ตามอายุคนที่เจ็บป่วย อย่างเช่นผู้ที่ประกอบพิธีอายุ 67 ปี ต้องใช้ของแต่ละอย่างเท่ากับอายุของผู้ประกอบพิธีเท่านั้น

การเรียกขวัญ (ฮ้องข้าวขวัญ)
เป็นพิธีกรรมที่ชาวล้านนามีความเชื่อว่าการที่คนป่วยไม่สบายเกิดจากการตกใจ สะดุดหกล้ม ตามที่ต่าง ๆ เช่นเข้าไปหาของป่าแล้วตกใจทำให้กลับบ้านมาไม่สบาย จะต้องมีการจัดพิธีเรียกขวัญให้กับผู้ป่วย โดยขั้นแรกจะถามคนที่เจ็บป่วยก่อนว่าไปตกใจที่ตรงไหนมา คนที่ป่วยก็จะบอกว่าตรงไหน แล้วผู้ประกอบพิธี (พ่อหนาน) ก็จะนำเครื่องเช่นไหว้ไปเรียกขวัญประกอบด้วยสิ่งของต่าง ๆ ดังนี้ข้าวเหนียว 1 ปั้น กล้วย 1 ลูกขนม อาหารแห้ง ฝ้ายผูกข้อมือ กรวยดอกไม้(สวยดอก) ผู้ประกอบพิธีจะทำเป็น 2 ชุด และนำแซะ(อุปกรณ์หาปลาชนิดหนึ่ง)พร้อมทั้งทัพพีไปยังจุดที่ผู้ป่วยบอกแล้วนำเครื่องเช่นไหว้ที่ได้เตรียมมานั้นวางไว้บนดินที่จะทำการเรียกขวัญของคนที่ป่วย 1 ชุด หลังจากนั้นนำแซะ (อุปกรณ์หาปลาชนิดหนึ่ง) โดยผู้ประพิธี (พ่อหนาน) ก็จะพูดว่า ขวัญเจ้าอยู่ที่ไหนก็ขอให้คืนกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว 16 สุดท้ายสิ่งที่เข้ามาในการแซะอาจจะเป็นก้อนหิน ใบไม้ หรือ อาจจะเป็นอย่างอื่นผู้ประกอบพิธีก็จะพูดขึ้นมาอีกว่า ได้แล้วนี้ไงขวัญ
โดยเป็นการสมมุติขึ้นมาเอง เท่านั้นผู้ประกอบพิธี(พ่อหนาน) ก็จะพาขวัญของผู้ป่วยกลับบ้าน เพื่อไปทำพิธีต่อที่บ้านของผู้ป่วย การทำพิธีนั้นก็จะนำผู้ป่วยมานั่งแล้วผู้ประกอบพิธี (พ่อหนาน) ก็จะนำกล่าววาจาออกเป็นคาถาที่ได้เรียนมา หลังจากนั้นก็จะผูกข้อมือให้กับผู้ป่วยถือว่าไปการเสร็จพิธีกรรมดังกล่าว

การส่งกระทง(สะตวง)
เป็นอีกพิธีกรรมหนึ่งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานพิธีกรรมดังกล่าวจะเป็นการส่งเคราะห์ให้กับผู้ที่ป่วย โดยก่อนจะทำพิธีกรรมนี้จะต้องมาหาผู้ประกอบพิธี(พ่อหนาน)เพื่อที่จะดูหนังสือหรือตำราที่สามารถบ่งบอกว่าผู้ป่วยมีเคราะห์แบบไหน จะต้องเดาะเคราะห์อย่างไร เมื่อผู้ประกอบพิธี(พ่อหนาน) ได้บอกรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ทางญาติของผู้ป่วยก็จะนำรายละเอียดที่ได้มาเตรียมของเช่นไหว้ โดยขั้นตอนแรกต้องมาทำกระทง (สะตวง) โดยใช้ต้นกล้วย(กาบกล้วย)มาทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วใช้ไม้ไผ่แทงเพื่อให้กระทง(สะตวง) อยู่ตัว หลังจากนั้นก็ทำของเช่นไหว้ตามหนังสือหรือตำราที่ได้มาจากบ้านผู้ประกอบพิธี(พ่อหนาน) ของที่ใส่ในกระทง(สะตวง)ก็จะมีอยู่หลายอย่าง เช่น ข้าวดำ ข้าวเหลือง บุหรี่ เมี้ยง อ้อย กล้วย ขนม อาหารแห้ง ผ้า ธงขาว ธงแดง ธงดำ น้ำส้มป่อย กรวยดอกไม้(สวยดอก) และสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้มาจากการไปดูหนังสือหรือตำรา เช่น การปั้นรูปคน รูปงู รูปนก เศษถ้วยชามที่แตกแล้ว และอื่น ๆ อีกมากมาย พอเตรียมของเช่นไหว้เสร็จตอนเย็นผู้ประกอบพิธีก็จะมาทำพิธีให้ที่บ้านของผู้ป่วย การทำพิธีนั้นจะทำกันบนบ้านหน้าหิ้งพระของแต่ละบ้าน ผู้ประกอบพิธีก็จะเริ่มทำพิธีโดยดูว่ากระทง(สะตวง)อันไหนจะต้องไปสะเดาะเคราะห์ทางไหนก็จะให้ผู้ป่วยหันหน้าไปทางนั้นอย่างเช่น กระทง(สะตวง) อันที่ ต้องส่งไปทางทิศเหนือผู้ป่วยจะต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือ หลังจากผู้ประกอบพิธี(พ่อหนาน)ได้ท่องคาถาเสร็จไปไว้ทางทิศเหนือของบ้านผู้ป่วยทำอย่างนี้จนครบทุกกระทง(สะตวง)ก็เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากนั้น ก็จะทำการผูกข้อมือให้กับผู้ป่วย

การเป่าเวทมนต์ (คาถา)
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งลี้ลับและเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่การเป่าหรือเสกคาถานั้นเป็นสิ่งได้กระทำมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณกาล พ่อหนานมานิช ศิริ ได้เล่าเรียนวิชาอาคมตอนสมัยบวชเรียน ทำให้ชาวบ้าน บ้านใหม่วังผาปูน และชุมชนใกล้เคียงได้มาให้ พ่อหนานมานิช ศิริ เป่าคาถาให้ โดยพ่อหนานมานิช ศิริ ได้กล่าวว่า การที่ชาวบ้านมาให้พ่อหนานมาเป่าคาถาให้เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่าไปถูกของมีพิษหรือไปถูกของไม่ดีมา การเป่าแต่ละครั้งจะใช้เวลา 3 วัน ถ้าเป็นการปวดเมื่อยก็จะใช้ใบปูเลย ใบเป้า 5-7 ใบ เสกคาถาสัก 3 เวลา ถ้าเป็นดานและคางทูมจะใช้ปูนแดงกับใบพลูอ่อน ๆ เสกคาถาสัก 2-3 เวลาก็หาย ส่วนใหญ่ที่มารักษาจะเป็นแผลและปวดเมื่อย ปัจจุบันคาถาเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครที่จะสืบทอด ถ้าหมดอายุไขของคนรุ่นเก่าแล้วคาถาเหล่านี้ก็จะหายไปด้วย พ่อหนานมานิช ศิริ จึงฝากคาถาบทหนึ่งที่สามารถรักษาได้หลายอย่างเช่น เลือกกำเดาไหลไม่หยุด ปวดท้อง ฯลฯ ด้วยให้ท่องแล้วเป่าใส่น้ำที่จะดื่ม คาถาบทนี้มีอยู่ว่า นะโม พุทธา ยะ 5 จบ

การถวายท้าวทั้ง4 (ขึ้นต้าวตัง 4)
การประกอบพิธีดังกล่าวนั้นนิยมทำกันในช่วงขึ้นปีใหม่ สงกรานต์ หรือ บ้านประสบกับเหตุการณ์ที่แปลก ๆ เช่น เห็ดออกเสาบ้าน ซึ่งชาวล้านนาถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี (ขึด) เจ้าของบ้านกลัวเป็นอันตรายเจ้าของบ้านจะต้องประกอบพิธีดังกล่าว การจะประกอบพิธีนี้ใช่ว่าอยากจะทำก็ทำ เจ้าของบ้านจะต้องไปถามผู้ประกอบพิธี (พ่อหนาน) ก่อนผู้ประกอบพิธีก็จะดูหนังสือหรือตำราให้ว่าควรจะทำในวันไหนดี หลังจากนั้น เจ้าของบ้านก็จะไปเตรียมของ โดยมีสิ่งของต่างๆเหล่านี้ กระทงต้นกล้วย 6 อัน ภายในนั้น ก็จะประกอบไปด้วย กล้วย อ้อย ขนม เมี่ยง บุหรี่ อาหารแห้ง ข้าวสุก ธงขาว ธงแดง ธงดำ ร่ม กรวยดอกไม้ (สวยดอก) ตอนเย็นผู้ประกอบพิธี (พ่อหนาน) ก็จะมาทำพิธีให้ โดยแยกกระทง (สะตวง) แบ่งไว้ตามทิศคือ เหนือ ใต้ ออก ตก ตรงกลางจะสูงกว่า 4 อัน เพราะเป็นการบูชาพระอินทร์ อันสุดท้ายจะอยู่บนพื้นดิน เพราะเป็นการบูชาพระแม่ธรณี โดยการเริ่มทำพิธีจะเริ่มที่ทิศตะวันออกเป็นอันแรก แล้วก็มาทางทิศใต้ ต่อด้วยทิศตะวันตก แล้วขึ้นมาทางทิศเหนือ จากนั้นก็จะเป็นการบูชาพระอินทร์และ อันสุดท้ายก็เป็นการบูชาพระแม่ธรณี ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นพิธีกรรม

แม่อุ้ยตาล หลานคำ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีองค์ความรู้ในเรื่องการตกแต่งสิ่งของที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ และทุกๆ งาน แม่อุ้ยตาล หลานคำ ก็จะเป็นผู้นำในการตกแต่งของต่างๆ แม่อุ้ยตาล หลานคำ ได้กล่าวว่าคนปัจจุบันนี้อุ้ยตาลก็ได้สอนภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ให้ กับ ลูกหลานเพื่อไม่ให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้สูญหายไปกับตัวของอุ้ยตาลเองการที่เราจะได้สิ่งของสิ่งหนึ่งที่สวยงาม และ ถูกต้องนั้นเราจะต้องทำมันด้วยใจและมีความมุ่งมั่นมันถึงจะออกมาดีเช่นเดียวกับการตกแต่งของที่ใช้ในการประกอบพิธีเราต้องทำให้ครบทุกอย่างและทำให้ดี ถามว่าปัจจุบันลองไปถามดูคนสมัยนี้เข้าไม่รู้หรอกว่าในการตกแต่งดาของที่ประกอบพิธีอะไรบ้าง แม่อุ้ยตาลยังกล่าวอีกว่าแม่อุ้ยอยากจะให้คนรุ่นหลังมาสนใจเรื่องนี้เยอะ ๆ เพื่อสืบทอดของดีของล้านนาเราที่มีมาตั้งแต่ยาวนาน ซึ่งแม่อุ้ยตาลได้ถ่ายทอดในเรื่องของการเตรียมของในการเช่นไหว้และการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ดังนี้

การทำของใส่กระทง(สะตวง)
ของที่จะใส่ข้างในนี้ล้วนแล้วจะเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั้งนั้นเพราะการทำบุญสะเดาะเคราะห์นั้นจะเป็นการให้ภูตผีหรือดวงวิญญาณได้ใช้ของใช้หรือได้รับส่วนบุญเหล่านี้ทำให้ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ลงไปในกระทง(สะตวง) กล้วย อ้อย หมาก ใบพลู บุหรี่ เมี่ยง ข้าวต้ม ขนม เนื้อมะพร้าวหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แกงส้ม แกงหวาน เทียน กรวยดอกไม้(สวยดอก)ช่อดำ ช่อแดง ช่อขาว น้ำส้มป่อยหรือว่าอาจจะมีของที่ใส่เยอะกว่านี้ขึ้นอยู่กับการที่ว่าจะส่งเคราะห์หรือว่าจะสะเดาะเคราะห์แบบไหนขึ้นอยู่กับการไปดูหนังสือ หรือตำราที่บ้านผู้ประกอบพิธี(พ่อหนาน) และบางพื้นที่ที่อาจจะใช้ของที่ไม่เหมือนกันก็ขึ้นอยู่แต่ละพื้นที่นั้น ๆ

การทำของใส่กระทงท้าวทั้ง 4 (ต้าวตัง 4)
การทำของใส่กระทงถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวทุกอย่างจะต้องมี 4 ชิ้น ของข้างในก็จะประกอบด้วย กระทงต้นกล้วย(กาบกล้วย) กล้วย อ้อย หมาก ใบพลู บุหรี่ เมี่ยง ข้าวต้ม ขนม เทียน กรวยดอกไม้(สวยดอก) น้ำส้มป่อย เนื้อมะพร้าวหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ธงขาว ร่มกระดาษ การใส่ร่มกระดาษนั้นไม่จำเป็นต้องมี 4 ชิ้นมี 1 ชิ้นเดียวพอเพราะเป็นการบูชาพระอินทร์

การทำของการขึ้นครู(ขันตั้ง)
การเตรียมของพิธีกรรมนี้ส่วนมากจะใช้ในวันจะปลูกบ้านใหม่วันยกเสาเอกพิธีกรรมนี้ไม่ค่อยยุ่งยากสักเท่าไหร่ ซึ่งมีดังต่อไปนี้ หมากกับพลู 8 ชิ้น กรวยดอกไม้(สวยดอก) 8 ชิ้น กระทงข้าวเปลือก กระทงข้าวสาร เบี้ยเงิน เบี้ยทอง ผ้าขาว ผ้าแดง หมาก 1 มัด สุราขาว 1 ขวด

ปราชญ์ผู้มีความรู้ด้านการเกษตร

พ่อเกียรติ แก้วออน อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 15 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าคุ้ม 3 ชื่อคุ้มดินดำร่วมใจ
พ่อเกียรติ แก้วออน เป็นผู้มีความรู้ด้านการเกษตรชีวภาพ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการเกษตร มีความรู้ ความสามารถ ในการทำน้ำส้มควันไม้ น้ำยาไล่แมลง ศัตรูพืช ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ เลี้ยงปลา ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ตามหลักเศรษฐกิจพอพียง นอกจากนี้พ่อเกียรติ ยังเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องของการปลูกสมุนไพร และใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการรักษาโรคต่างๆ

(Visited 568 times, 1 visits today)