ประวัติความเป็นมา

อำเภอกระบุรีตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตปกครองใกล้เคียง ดังนี้

อำเภอกระบุรีแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 60 หมู่บ้าน ได้แก่

1. น้ำจืด       (Nam Chuet)       9 หมู่บ้าน  
2. น้ำจืดน้อย       (Nam Chuet Noi)       6 หมู่บ้าน  
3. มะมุ       (Mamu)       8 หมู่บ้าน  
4. ปากจั่น       (Pak Chan)       11 หมู่บ้าน  
5. ลำเลียง       (Lamliang)       11 หมู่บ้าน  
6. จ.ป.ร.       (Choporo)       10 หมู่บ้าน  
7. บางใหญ่       (Bang Yai)       5 หมู่บ้าน  

ประวัติความเป็นมาอำเภอกระบุรี

ข้าพเจ้านายภักดี จันทวงศ์ ธนบัตร (นายขิน ธนบัตร) ผู้เขียนเรื่องนี้เป็นการเล่าความก่อนเกิด โดยเหตุที่มีผู้สนใจหลายท่านขอร้องให้ข้าพเจ้าเขียนตำนานของถ้ำนี้ มีท่านพระครูอุปถัมภ์บุรีกร เจ้าคณะอำเภอกระบุรี คุณชื่น ทองศิริ นายอำเภอกระบุรี และคุณบุญนำ สุวรรณรัตน์ ผู้อุปการะถ้ำนี้ เป็นต้น ข้าพเจ้าจำใจต้องเขียนขึ้นตามเนื้อเรื่องที่ หลวงจันทร์ภักดีสีหราชรองเมือง (ย้อย ธนบัตร) บิดาและผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่มีภูมิในทางเขียน และไม่เคยได้เขียนเรื่องอะไรเลย จึงขอท่านผู้อ่านได้ให้อภัยในการบกพร่องซึ่งจะต้องมีอย่างแน่ ๆ ณ ที่นี้ด้วย

อนึ่ง คำว่า “ขยางหรือขาหยั่ง” อันเป็นชื่อของถ้ำนี้ หมายถึงสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยไม้หลัก 3 ต้น ปักโคนทแยงเป็นรูป 3 มุม ปลายหลักผูกมัดปลายติดกัน ใช้เป็นที่เอาคนไปมัดให้ยื่นติดกับหลักเป็นเครื่องภัณทนาการในสมัยโบราณชนิดหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า “ขาหยาง”

ถ้ำพระขยางหรือขาหยั่ง ซึ่งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง นี้ เรื่องเดิมมีอยู่ว่าเมื่อปลายสมัยแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งประมาณเกือบสองร้อยปีมาแล้ว ในขณะนั้นท้องที่อำเภอกระบุรีเป็นหมู่บ้านกระจัดกระจาย อยู่ในความปกครองของเมืองชุมพร มีนายแก้ว ธนบัตร เป็นนายบ้านดูแลปกครองอยู่ นายแก้วผู้นี้เป็นเชื้อสายของเจ้าพระยานคร ได้อพยพมาจากเมืองนครศรีธรรมราช มาได้นางน้อยเป็นภรรยาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ดอนนาน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลปากจั่นเดี๋ยวนี้ นายแก้วได้กระทองตัวหนึ่งมีลักษณะสวยงามมาก จึงนำไปส่งเจ้าเมืองชุมพร เมื่อเจ้าเมืองชุมพรได้รับกระทองนี้ไว้แล้ว จัดข้าราชการนำกระทองนี้ไปถวายพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความชอบอันนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกหมู่บ้านต่าง ๆ ที่นายแก้วดูแลปกครองอยู่ขึ้นเป็นหัวเมืองจัตวา เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับรับศึกพม่าคู่กับเมืองมลิวัลย์ ให้ขึ้นต่อเมืองชุมพร ซึ่งเป็นเมืองชั้นตรี แล้วตั้งนายแก้ว ธนบัตร เป็นที่พระแก้วโกรพ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองกระบุรีคนแรก แผนที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จึงปรากฎมีเมืองกระบุรี อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองชุมพร เพิ่มขึ้นอีกเมืองหนึ่ง ในขณะที่พระแก้วโกรพ ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองกระบุรี นั้น พระแก้วโกรพมีบุตรชายอยู่สองคน บุตรคนที่หนึ่งชื่อนายทอง บุตรคนที่สองชื่อนายเทพ เนื่องจากพระแก้วโกรพเป็นชาวเมืองนครศรีธรรมราชจึงได้ส่งนายทองบุตรชายคนใหญ่ ให้ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาต่อท่านอาจารย์ของพระแก้วโกรพที่สำนักอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช โดยหวังจะให้เป็นเจ้าเมืองสำหรับจะต่อสู้ข้าศึกแทนในภายหน้า ในระหว่างนี้พระแก้วโกรพได้มาสร้างตัวเมืองอาศัยอยู่บ้านค่าย ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีตำรวจภูธร ณ หมู่บ้านที่ 4 ตำบลปากจั่นเวลานี้และพระแก้วโกรพได้นางจั่นสาวรุ่นเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ครั้นนายทองเรียนวิชาได้สำเร็จแล้วก็โตเป็นหนุ่มฉกรรจ์ อาจารย์ส่งกลับให้มาช่วยบิดาดูแลการบ้านเมือง เพราะตัวพระแก้วโกรพเองมีความชรามากแล้ว

ในระหว่างนี้เอง หนุ่มสาวได้ติดต่อกัน ก็เกิดเรื่องขึ้น คือนายทองกับนางจั่นแม่เลี้ยงสาวเกิดรักชอบเป็นชู้กันขึ้น ด้วยความรักลุ่มหลงนายทองไม่มีทางที่จะพรากจากรักได้ จนมีข่าวซุบซิบกันขึ้น นายทองเกรงว่าข่าวจะเข้าถึงหูบิดาตน แล้วตนจะถูกลงโทษอย่างหนัก เพราะรู้ดีว่าบิดามีนิสัยใจคอโหดร้ายมาก เมื่อมองไม่เห็นทางที่จะแก้ไขอย่างใดได้ นายทองจึงเตรียมแผนการสังหารพระแก้วโกรพผู้บิดาบังเกิดเกล้าของเขาเสีย โดยมีความหวังว่าถ้าแผนการสำเร็จ เขาจะได้นางจั่นแม่เลี้ยงสาวเป็นภรรยาและทั้งตัวเขาเองก็จะได้รับหน้าที่เจ้าเมืองแทนบิดาต่อไปด้วย

แต่เทวดาฟ้าดินไม่เข้าด้วยกับคนผิด แผนการปิตุฆาตได้รั่วไหลเข้าถึงหูพระแก้วโกรพ ไม่ต้องสงสัยว่าพระแก้วโกรพจะมีความโกรธแค้นนายทอง บุตรยอดชีวิตของท่านสักเพียงใดเพราะท่านเคยเป็นนักเลงใหญ่ฆ่าคนมามาก จนต้องหนีจากนครศรีธรรมราชมาสงบตัวอยู่ในป่าลึกเช่นนี้ ทั้งนางจั่นสาวรุ่นก็เป็นที่รักใคร่เสน่หาดั่งดวงใจของท่าน แม้จะเป็นคนชราแล้วก็จริง อาศัยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้พระแก้วโกรพเกิดความโกรธแค้นอย่างแรงกล้า สั่งให้ข้าราชการจับตัวนายทองบุตรผู้ทรยศไว้ได้ แล้วสั่งให้ใส่ขื่อคา เฆี่ยนวันละสามเวลา เมื่อครบเจ็ดวันให้จัดการฆ่าเสีย แต่ปรากฏว่าผลที่นายทองได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากอาจารย์นั้น หนักไปทางไสยศาสตร์ จะเฆี่ยนตีเท่าใดก็ไม่เจ็บ ถึงกำหนดเจ็ดวันนำตัวไปฆ่า ดาบก็ฟันไม่เข้า พระแก้วโกรพจึงสั่งให้คุมตัวนายทองพาไปขึ้นขาหยั่ง ซึ่งชาวพื้นเมืองเรียกกันว่าขาหยางหรือขาหยั่งไว้ในถ้ำเขาแหลมเนียงนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า “เขาพยาง” หรือเขาขาหยั่งขณะนี้ ทรมานให้อดอาหารจนกว่าจะตายไปเอง โดยมีคนเป็นยามอยู่เฝ้าอย่างแข็งแรง

กล่าวถึงแม่นางน้อยมารดาของนายทอง เมื่อทราบข่าวว่าบุตรได้รับโทษเช่นนั้น ก็มีความตื่นเต้นตกใจและเศร้าใจจนเป็นลมสลบ จะเข้าพบพระแก้วโกรพผู้สามีเพื่อขอร้องอภัยโทษก็ไม่กล้า เกรงว่าตัวเองก็จะตกอยู่ในฐานะเป็นพรรคพวกของนายทองด้วย เพราะตามปกติพระแก้วโกรพก็ไม่ค่อยจะสนใจในตัวแม่นางนัก จึงไม่มีโอกาสที่จะช่วยเหลือนายทองบุตรที่รักยิ่งชีวิตของตนได้ แต่ด้วยความรักความอาลัยของแม่ซึ่งมีต่อบุตรหัวปีประกอบกับความสงสาร แม่นางจึงปรึกษาญาติพี่น้องอย่างลับๆ ตกลงให้ญาติสนิทถือหนังสือไปหาอาจารย์ของนายทองที่นครศรีธรรมราชให้รีบมาช่วย ส่วนตัวแม่นางเองพร้อมด้วยญาติจัดทำโลงบรรจุศพลงรักปิดทอง นำลงเรือพร้อมด้วยเสบียงอาหารลอบเดินทางมาสู่ถ้าอย่างเงียบ ๆ โดยมีความประสงค์ว่า ถ้านายทองยังมีชีวิตอยู่ ก็จะพยายามหาทางเล็ดลอดส่งอาหารให้กินพอประทังชีวิตอยู่จนกว่าอาจารย์ของนายทองจะมาถึง ถ้าหากนายทองถึงตายลงก็จะได้ขอรับเอาศพบรรจุโลงเอาไปทำบุญ แต่เมื่อมาถึงถ้ำนี้คนยามที่เฝ้ารักษาควบคุมอยู่ไม่ยอมให้ส่งเสบียงอาหารและเข้าเยี่ยม จะพยายามติดต่ออ้อนวอนเท่าใด ๆ ก็ไม่สำเร็จ ด้วยยามเหล่านั้นเกรงอาญาจะเกิดแก่ตนอีก ถึงกระนั้นแม่นางก็ไม่ละความพยายาม นำเรือเข้าจอดซุ่มซ่อนอยู่ในคลองใกล้ถ้ำซึ่งบัดนี้เรียกคลองลำเลียง เพื่อร่อฟังข่าวบุตรของตนและหาโอกาสที่จะลอบส่งอาหารให้ จนทราบข่าวแน่ชัดว่านายทองได้ถึงแก่ความตายเสียแล้ว แม่นางสลดใจจนสลบอีก เมื่อฟื้นขึ้นก็ได้เข้าติดต่อผู้เป็นยามจะขอเยี่ยมศพและรับศพบรรจุโลงเอาไปทำบุญ คนยามที่เฝ้าก็ไม่ยินยอมให้เยี่ยมและรับศพเอาไป ทั้งได้นำเอาศพนายทองบรรจุในโพรงหินภายในถ้ำ แล้วเอาหินปิดอัดไว้อย่างมิดชิดแน่นหนาแม่นางน้อยหมดความสามารถที่จะเอาศพของนายทองได้ แล้วก็สั่งให้ออกเรือนำหีบศพขึ้นทิ้งไว้บนเกาะเวลานี้เรียกว่าเกาะโลงทอง ซึ่งอยู่ตรงปากคลองเขมาด้านฝั่งพม่า แล้วเดินทางกลับ ในระหว่างนี้ แม่นางเกิดเป็นไข้อย่างแรงคิดว่าจะกลับไปถึงบ้านกลัวพระแก้วโกรพผู้สามีจะเฆี่ยนตีลงโทษอีก จึงสั่งให้แวะเรือเข้าพักในคลองบ้านตะเภาทรุด และแม่นางก็ได้ถึงแก่กรรมลงในคลองนี้ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อคลอง “แม่นางน้อย” แต่ต่อ ๆ มากลับเรียกเพี้ยนเป็นแม่น้ำน้อยและบัดนี้คงเรียกน้ำน้อย อยู่ทางฝั่งพม่า

ตอนนี้จะขอกล่าวถึงอาจารย์ของนายทอง ที่นครศรีธรรมราช เมื่อได้ทราบข่าวร้ายของศิษย์รักก็ตกใจ ได้รวบรวมว่านชนิดต่าง ๆ อันล้วนแต่มีสรรพคุณสำคัญ ๆ เดินทางมาถึงที่นายทองถูกทรมานโดยท่านอาจารย์ตั้งใจไว้ว่า จะใช้ว่านชนิดหนึ่งฝนทาตัวอาจารย์เดินเข้าไปที่นายทองถูกทรมานอยู่ พวกผู้คนที่คอยคุมอยู่นั้นดูตัวอาจารย์ไม่เห็น แล้วอาจารย์ก็จะได้เอาว่านอีกชนิดหนึ่งบดทำผงใส่ลงในอาหาร ที่พวกผู้คุมรับประทาน เมื่อผู้คุมรับประทานเข้าไปแล้วทุกคนจะเมาหมดสติ และในโอกาสต่อไปอาจารย์ก็จะเข้าถึงตัวนายทอง เอาว่านอีกชนิดหนึ่งให้นายทองรับประทาน ความหิวโหยที่นายทองกำลังมีอยู่ก็จะหายไปแล้วกลับมีกำลังแข็งแรงขึ้น แล้วอาจารย์ก็จะได้แก้ไขช่วยเอาตัวนายทองออกจากขาหยั่งที่ทรมาน นำออกไปให้เป็นอิสระภาพได้ แต่ที่ไหนได้ความหวังของอาจารย์ที่ได้กะไว้ต้องล้มเหลวไปหมด เพราะเมื่ออาจารย์เดินทางมาถึงถ้ำนี้ก็ปรากฏว่า นายทองศิษย์รักได้ตายไปเสียแล้วหมดหนทางที่จะช่วยได้ จึงเกิดความน้อยใจขึ้นไปบนเขาเหนือถ้ำเอาว่านต่าง ๆ ออกจากย่าม

หว่านโปรยไว้บนเขานั้น แล้วก็เดินทางกลับไปยังเมืองนครศรีธรรมราช ต่อจากนั้นมาถึงบัดนี้ ก็ยังมีพระสงฆ์และฆราวาสมาหาเก็บเอาว่านบนเขานี้อยู่เสมอเกือบทุกปี

เมื่อพระแก้วโกรพได้สั่งให้นำนายทองไปขึ้นขาหยั่งไว้ที่ถ้ำเขาแหลมเนียมแล้วก็สั่งให้เอาตัวนางจั่นภรรยาสาว ลงแพพร้อมเสบียงอาหารลอยออกจากคลอง ซึ่งบัดนี้เรียกว่าคลองจั่นไปสู่แม่น้ำกระบุรี แพได้ลอยตามกระแสน้ำไปติดอยู่ที่หาด มีเรือพวกตรวจตระเวณปราบปรามโจรสลัดระหว่างเมืองตะกั่วป่ากับเมืองกระบุรีและเมืองมะลิวัลย์ ซึ่งมีคนประจำเรือหลายคนมาพบเข้าจึงนำนางจั่นขึ้นพักอยู่บนเกาะ ซึ่งเวลานี้เรียกว่าเกาะคนที เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านปากน้ำระนอง เมื่อเรือตระเวณตรวจกลับไปตะกั่วป่าได้พานางจั่นไปด้วย นางจั่นป่วยหนักต้องหยุดเรือพาขึ้นพยาบาลรักษาที่เกาะใสยา ปากน้ำเมืองตะกั่วป่า ครั้นถึงกำหนดต้องตรวจตระเวณมาทางเมืองกระบุรีและมลิวัลย์อีก ในระหว่างทางนางจั่นก็ถึงแก่ความตาย พวกเรือเอาศพนางจั่นขึ้นไว้บนเกาะผี ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งกระโจมไฟหรือประภาคารที่ปากน้ำระนองเวลานี้

พระแก้วโกรพเมื่อได้จัดการลงโทษนายทอง บุตรและนางจั่นภรรยาสาวของตนแล้ว ทราบว่าแม่นางน้อยภรรยาของท่านก็ได้เสียชีวิตไปด้วย เกิดความกลัดกลุ้มและเศร้าใจ ประกอบทั้งขณะนั้นก็มีความชรามาก จึงได้ลาออกจากหน้าที่ราชการตำแหน่งเจ้าเมืองกระบุรี พระเจ้าอยู่หัวทรงอนุญาตและโปรดเกล้าฯ ให้นายเทพ ธนบัตร บุตรชาย คนที่สองของพระแก้วโกรพเป็นที่พระศรีสมบัติ รับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองกระบุรีคนที่สองแทนพระแก้วโกรพบิดาต่อมา พระแก้วโกรพนั้นเมื่อมีความชรามากเข้าก็กระวนกระวาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ พระศรีสมบัติบุตรจึงได้สร้างศาลาขึ้นที่หน้าเมือง จัดเป็นที่พระแก้วโกรพไปพักอาศัยอยู่ พระแก้วโกรพได้สมาทานศีลอุโบสถและกระทำวิปัสสนากรรมฐานจนสำเร็จ สามารถดูฤกษ์ยามและโชคชะตาได้แม่นยำ ชาวบ้านนิยมนับถือถึงกับนำทองมาปิดตามร่างกายและไม้เท้าให้ ครั้นอายุล่วงได้ร้อยปีเศษจึงได้ถึงแก่กรรม ต่อจากนั้นมาก็มีคนสรรเสริญนับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ สมมุตินามเรียกกันใหม่ว่า “พ่อตาหลวงแก้ว” ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังนับถือบลบานเส้นไหว้กันแพร่หลายไปถึงคนในจังหวัดใกล้เคียงด้วย

ในขณะนั้นการคมนาคมมีแต่ทางน้ำทางเดียว ประชาชนใช้เรือแจวไปมาต้องผ่านอ่าวเขาถ้ำนี้ ที่อ่าวนี้เป็นทะเลเวิ้งว้างกว้างใหญ่มาก ชาวเรือต้องประสพกับลมพายุและคลื่นลมอยู่เสมอ ชาวเรือคนหนึ่งขณะที่เรือถูกพายุจัดกลัวอันตรายก็ระลึกขึ้นได้ว่า มีลูกชายเจ้าเมืองถูกลงโทษขึ้นขาหยั่งทรมานไว้จนตายในถ้ำนี้แต่นึกไม่ออกว่ามีนามว่าชื่ออะไร และขาหยั่งนั้นชาวพื้นเมืองเรียกกันว่าขาหยาง ชาวเรือผู้นี้เห็นว่าพายุรุนแรงมากก็ยกมือขึ้นไหว้ร้องประกาศว่า ขอเดชะพระขาหยางในถ้ำนี้จงช่วยให้คลื่นลมสงบเมื่อ ลูก หลาน ได้ไปถึงบ้านแล้วจะจุดประทัดถวาย เป็นการมหัศจรรย์ลมพายุและคลื่นก็สงบลงทันที ข่าวนี้เล่าลือแพร่หลายไปจนชาวบ้านนับถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เวลาเรือถูกพายุคลื่นลมจัดก็ดี ชาวเรือปวดท้องหรือมีเหตุขัดข้องเดือดร้อนก็ดีออกชื่อบลบานบวงสรวงแล้วได้รับผลดีทุกครั้ง ความนิยมนับถือนี้ได้แพร่หลายขึ้นถึงกับคนที่อยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ยกย่องสรรเสริญว่าพระขาหยั่งนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก และมีจระเข้ขนาดใหญ่ตัวโตเท่ากับเรือหกวา ขนาดยาวจากหัวตลอดหางประมาณแปดเมตรเป็นสีดำหนึ่งตัว ตัวสีขาวหนึ่งตัว ข้าพเจ้าเคยได้เห็นจระเข้สีขาวขึ้นนอนอยู่บนหาดตรงปากคลองถ้ำนี้ เมื่อ พ.ศ.2463 และเห็นจระเข้ตัวดำผุดลอยละล่องอยู่กลางกระแสน้ำตรงปากคลองนี้เหมือนกันเมื่อ พ.ศ. 2491 รู้สึกตกใจกลัวจนเสียวสยองทั้งสองครั้ง ครั้งที่สองคนแจวเรือต้องนั่งลงยกมือไหว้ออกชื่อพระขาหยางว่า “พระขยางเจ้าข้าพ่อเจ้าพระคุณ ลูกกลัวแล้วขอให้ไปที่อื่นเถิด” จระเข้ตัวดำใหญ่ก็ค่อย ๆ ดำจมลงหายไปในน้ำ คนแจวเรือก็รีบแจวเป็นการใหญ่ เพื่อให้เรือไปไกลจากที่นั้นเสียโดยเร็ว

ถ้ำนี้อยู่ในภูเขาหิน ตั้งอยู่ที่บ้านบางบอน หมู่ที่ 9 ตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ปากถ้ำอยู่ตีนเขาที่ราบ ภายในถ้ำมืดต้องใช้ไต้หรือตะเกียงตามเข้าไป ห่างจากถ้ำเข้าไปประมาณ 10 วา เป็นลานกว้างมีแสงสว่างลอดมาจากช่องบนหลังเขา มีทางเดินแยกไปทางซ้ายมือเดินลึกเข้าไปประมาณ 1 เส้น ตามทางที่เดินผ่านไปนี้ต้องใช้ไฟ มีหินลักษณะต่าง ๆ กันสวยงามมาก เช่น หินเป็นแท่นคล้ายเตียงนอน และมีกลีบหินย้อยลงมาเหมือนม่านแกวก จึงเรียกว่าถ้ำม่านแกวก กับอีกทางหนึ่งเป็นช่องเล็ก อยู่ทางขวามือ พอขนาดเดินลอดตัวเข้าไปได้ ข้างในเป็นทางลาดลงไป มีหาดทรายและน้ำ เรียกว่าถ้ำน้ำ ตรงลานนี้เองมีทางที่จะต้องปีนป่ายฝ่าอันตรายขึ้นไปตามช่องหินสู่ชั้นบนอีกชั้นหนึ่ง แต่เวลานี้นายบุญนำ สุวรรณรัตน์ ผู้อุปการะได้ทำบันไดไม้ ใช้ไต่ขึ้นลงได้สะดวกปลอดภัยดีแล้ว ต่อมาทราบว่า อำเภอ จังหวัด จะทำบันไดปูนให้ถาวร จึงนับว่าเป็นการปลอดภัยอย่างยิ่ง เมื่อได้ไปถึงชั้นบนมีลานกว้างและทางตะวันออกมีช่องเป็นหน้าต่าง มองเห็นวัดหมู่บ้านและทางรถยนต์ ตอนนี้มีค้างคาวมาก จึงเรียกถ้ำค้างคาว ชาวสวนเก็บเอามูลค้างคาวใส่กระสอบหย่อนลงไปทางช่องหน้าต่างนี้ นำไปใช้ทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ได้ผลดี พ้นจากชั้นนี้มีช่องทางออกไปสู่เขาหลังถ้ำ มีทางที่จะปีนป่ายไปตามแง่นหินไปถึงยอดเขาได้หลายยอด บางแห่งมีไม้ทอดเป็นสะพานสี่ห้าวาข้ามจากยอดเขาหนึ่งไปยังอีกยอดเขาหนึ่ง น่าสนุกเพลิดเพลินแต่เสียวไส้มาก บางคนปีนขึ้นไป เวลาจะกลับหาทางลงมิได้ต้องเสียเวลาปีนป่ายหาทางพอพาชีวิตรอดลงมาได้ซึ่งกินเวลาตั้งวันก็มี บางคนขึ้นลงได้คล่องซึ่งนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ลี้ลับอยู่เหมือนกัน ทางที่ดีที่สุดไม่ควรเสี่ยงอันตรายปีนป่ายขึ้นไปบนหลังเขาถึงชั้นยอด เพราะลำบากในการไต่กลับดั่งที่ผู้เคยประสพมาหลายคนแล้ว เมื่อขึ้นจากถ้ำชั้นสองถึงยอดหลังเขาแล้ว จนเห็นแง่นหินต้นไม้น้ำทะเลและภูเขาทางฝั่งพม่าเป็นวิวสวยงามมาก

ถัดจากถ้ำนี้ไปประมาณสิบวา มีถ้ำอีกถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำพระ มีผู้สร้างพระพุทธรูปไว้สองสามองค์ ถ้ำนี้เคยมีพระสงฆ์สำนักจำพรรษาอยู่เป็นครั้งคราว ไม่ได้อยู่ประจำตลอดปี ต่อจากถ้ำพระไปอีกถ้ำหนึ่ง ปากถ้ำเป็นช่องเล็กไม่มีคนค่อยกล้าจะเข้าไป เพราะปรากฏว่าเคยมีผู้เห็นรอยเสือเดินเข้าออก จึงเรียกถ้ำนี้ว่าถ้ำเสือ

หินที่เขาถ้ำเขานี้เป็นหินชนิดดี บริษัท คริสเตียนนี้เคยระเบิดย่อยเอาใส่ถนน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2480 และเมื่อสงครามญี่ปุ่น พ.ศ. 2484 กองทหารญี่ปุ่นมาตั้งอยู่ในอำเภอนี้ ได้ก่อสร้างทางรถไฟจากชุมพรไปถึงกิ่งอำเภอละอุ่นก็ใช้หินที่เขานี้ เมื่อสงครามสงบแล้วปรากฏว่ายังมีหินขนาดต่าง ๆ อยู่อีกมาก ทางจังหวัดถือว่าหินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของจังหวัด จึงได้ประมูลขายให้เอกชนได้เงินมาบำรุงสาธารณประโยชน์เป็นจำนวนมาก

เมื่อประมาณ พ.ศ. 2497 ทางอำเภอได้สำรวจเขาถ้ำนี้ไว้เป็นที่ของวัดลำเลียง หรือวัดสุวรรณรัตนารามซึ่งอยู่ติดต่อกัน วัดนี้นายบุญนำ สุวรรณรัตน์ เจ้าของโรงเลื่อยจักรอรภัณฑ์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดสร้างขึ้น โดยได้ออกเงินและไม้กระดานเพื่อให้ประชาชนได้มาทำบุญ และเข้าชมถ้ำกันมาก แม้แต่ชาวต่างจังหวัด

เขาถ้ำนี้ตั้งอยู่ในป่าพังนา มีคลองน้ำไหลโอบโดยรอบแล้วรวมกันไหลออกแม่น้ำกระบุรี ระยะทางประมาณครึ่งกิโลเมตรสองฝั่งคลองมีป่าจากเป็นดงใหญ่ ราษฎรได้อาศัยตัดใบเย็บเป็นจากมุงหลังคา และตัดยอดทำเป็นสินค้าส่งไปขายต่างจังหวัดปีละมาก ๆ ในลำคลองมีกุ้งและปู ปลา นานาชนิด ราษฎรใช้เครื่องมือจับเอาไปขายเป็นสินค้าประจำ พื้นดอนมีที่ดินของวัดโอบอยู่ทางทิศตะวันออก และมีป่าดอนแหลมเนียง โอบอยู่ทางทิศใต้ ส่วนทางทิศเหนือและทิศตะวันตก เป็นป่าพังกาจนจดแม่น้ำกระบุรี บนหลังเขามีพันธุ์ไม้หลายชนิด มะปริงมะปรางก็ยังมี ถึงฤดูขึ้นถ้ำลูกกำลังสุกอร่าม และมีกล้วยไม้ดินชนิดหนึ่ง ชื่อ กาลันเท เป็นภาษาฝรั่ง ความจริงก็เป็นว่านชนิดหนึ่ง มีแปลกกว่าที่อื่น ก็เพราะมีหัวเป็นสองชั้น คือหัวใหญ่ขึ้นเรียวกิ่วเป็นคอคอด แล้วมีหัวเล็กติดอยู่ตอนบนเป็นยอดชั้นหนึ่งต่อมีใบ ฤดูแล้งใบตาย มีดอกเป็นก้านยาวชูขึ้นสูง ดอกเรียงขึ้นเป็นแถวตามลำก้านตลอดกลีบดอกสีขาวสะอาด จุดเกสรเป็นสีเหลืองสวยงามมาก มีคนไปเก็บต้นบ่อย ๆ เข้าใจว่าคงเกือบจะหมดพันธุ์เสียแล้ว หากมีเหลืออยู่บ้าง ก็ที่หน้าผาขึ้นเอาไม่ได้ และที่หน้าผาทางทิศตะวันออกและทิศใต้เดิมเคยมีรังผึ้งห้อยเป็นระย้าน่าดูแต่จะเก็บเอามาไม่ได้เพราะสูงชันมาก เมื่อมีการระเบิดหินก็ร้างไป

ทางไปเขาถ้ำนี้มีสองทาง คือ ทางบก ขึ้นรถยนต์ที่ตลาดกระบุรี กม.554 ไปทางสายกระบุรีระนอง ถึงวัดสุวรรณรัตนารามลำเลียง กม.564 ระยะทาง 10 กม. มีทางรถยนต์แยกเข้าไปทางทิศตะวันตก ระยะทางประมาณ 500 เมตร จึงถึงถ้ำ แต่ต้องลงเดินไต่สะพานเล็ก ๆ ไปอีกตอนหนึ่ง เพราะเวลานี้รถยังเดินไม่ได้ตลอดทาง หวังว่าทางอำเภอและทางจังหวัด คงจะได้ทำทางให้ดีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เพราะว่าจะจัดถวายให้เป็นที่ประทับร้อนในคราวเสด็จพระราชดำเนิน พ.ศ. 2502

ส่วนทางน้ำต้องลงเรือยนต์ที่ท่าเรือกระบุรี ไปถึงปากคลองประมาณ 25 นาที เรือยนต์เข้าไปในคลองไม่ได้ต้องถ่ายลงเรือแจวเข้าไปเพราะคลองเล็ก แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยในเวลาน้ำขึ้น ระยะทางประมาณ 20 นาที ถ้าเป็นเวลาน้ำลงเรือแจวก็เข้าไม่ได้ถึงถ้ำ ในคลองนี้มีริ้นชุมมาก เวลาเรือเข้าไปจะมารุมกันกัด ถ้าหากส่งเสียงเอะอะด่าว่าด้วยคำหยาบริ้นจะเพิ่มทวีมากัดมากขึ้น ต้องนำน้ำมันก๊าสหรือยาหม่องติดตัวไปด้วย เพื่อทาป้องกันริ้น ซึ่งจะมารบกวนอย่างแน่ ๆ

เรื่องถ้ำพระขยางหรือพระขาหยั่งก็เป็นอันว่าได้อวสานลงด้วยประการฉะนี้ ขอให้สุขสวัสดีจงมีแก่ท่านผู้มีใจเป็นกุศล ร่วมปฏิสังขรณ์และมาเที่ยวชมภูมิประเทศในถ้ำนี้ทุก ๆ ท่าน เทอญ

อนึ่ง ถ้าหากบุญกุศลใดเกิดขึ้น เนื่องจากหนังสือนี้ ขออุทิศส่วนบุญกุศลนั้นให้แก่พระแก้วโกรพซึ่งเป็นต้นตระกูลของข้าพเจ้าด้วย

(Visited 909 times, 1 visits today)