ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ (นายดี เจริญยิ่ง)

ข้อมูลปราชญ์

 

นายดี     เจริญยิ่ง  เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม  2490   อายุ  69  ปี  อยู่ บ้านเลขที่ 87 หมู่ 12    ตำบล จอมพระ   อำเภอ จอมพระ  จังหวัด  สุรินทร์  โทรศัพท์ 09 1331 7495  

ความเชี่ยวชาญ ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์  

 ความเป็นมา

อาชีพหลักของบ้านปะ หมู่ที่ 12 ตำบลจอมพระ  ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา ทำสวน ซึ่งเป็นการทำเกษตรกรรมที่ต้องอาศัยการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมทั้งครอบครัวของของปราชญ์เอง  ทำให้สุขภาพร่างกายได้รับสารพิษเป็นเวลานาน  ประกอบกับได้รับโอกาสเข้ารับการอบรมในเรื่องการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี จึงเห็นความสำคัญและครอบครัวจึงได้เริ่มทำการเกษตรอินทรีย์ และงดเว้นการใช้สารเคมี โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ รวมทั้งได้รวมกลุ่มกับคนในชุมชนและตำบลเพื่อทำการเกษตรอินทรีย์ ทำให้ชีวิตสุขภาพดีขึ้น

   ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพ คือ   ครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย        มีรายได้เพิ่มขึ้น และสุขภาพอนามัยแข็งแรง

 กระบวนการ/วิธีการขั้นตอน/เทคนิค/ข้อพึงระวัง ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาอาชีพ

การผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ มีขั้นตอนการผลิตเช่นเดียวกับการผลิตข้าวโดยทั่วไป จะแตกต่างกันตรงที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต  ดังนี้

  1) การเลือกพื้นที่ปลูก   ควรเลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน มีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติค่อนข้างสูง ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของข้าวอย่างเพียงพอ มีแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีการปนเปื้อนของสารเคมีสูง

2) การเลือกใช้พันธุ์ข้าว  พันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกควรมีคุณสมบัติด้านการเจริญเติบโตเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูก และให้ผลผลิตได้ดีแม้ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าว และมีคุณภาพเมล็ดตรงกับความต้องการของผู้บริโภคข้าวอินทรีย์ ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ซึ่งทั้งสองพันธุ์เป็นข้าวที่มีคุณภาพเมล็ดดีเป็นพิเศษ

3)  การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว  เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานผลิตจากแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีความงอกสูง ผ่านการเก็บรักษาโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ ปราศจากโรค แมลง และเมล็ดวัชพืช หากจำเป็นต้องป้องกันโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์อนุโลมให้นำมาแช่ในสารละลายจุนสี (จุนสี 1 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) เป็นเวลานาน 20 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำก่อนนำไปปลูก

4) การเตรียมดิน พื่อสร้างสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกและการเจริญเติบโตของข้าว ช่วยควบคุมวัชพืช โรค แมลงและศัตรูข้าวบางชนิด การเตรียมดินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดิน สภาพแวดล้อมในแปลงนาก่อนปลูกและวิธีการปลูก โดยไถดะ ไถแปร คราด และทำเทือก

  5) วิธีการปลูก  การปลูกข้าวแบบปักดำเหมาะสมที่สุดกับการผลิตข้าวอินทรีย์ เพราะการเตรียมดิน ทำเทือก การควบคุมระดับน้ำในนาจะช่วยลดปริมาณวัชพืชได้ และการปลูกกล้าข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ต้นกล้าที่ใช้ปักดำควรมีอายุประมาณ 30 วัน เลือกต้นกล้าที่เจริญเติบโตแข็งแรงดี ปราศจากโรค และแมลงทำลาย การผลิตข้าวอินทรีย์ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ทุกชนิด โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ให้ใช้ระยะปลูกถี่กว่าระยะปลูกที่แนะนำสำหรับปลูกข้าวโดยทั่วไปเล็กน้อย คือ ระยะระหว่างต้นและแถว ประมาณ 20 เซนติเมตร จำนวนต้นกล้า 3-5 ต้นต่อกอ  และใช้ระยะปลูกแคบกว่านี้ หากดินนามีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ ในกรณีที่ต้องปลูกหลังจากช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมของข้าวแต่ละพันธุ์ และมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน แนะนำให้เปลี่ยนไปปลูกวิธีอื่นที่เหมาะสม เช่น หว่านข้าวแห้ง  หรือหว่าน นาตม

  6) การเก็บเกี่ยว การนวด และการลดความชื้น  ควรเก็บเกี่ยวหลังจากออกดอกประมาณ        28-30 วัน สังเกตจากเมล็ดในรวงข้าวสุกแก่เมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีฟาง เรียกว่าระยะพลับพลึง โดย

                             – การเก็บเกี่ยวโดยใช้เคียว ต้องตากฟ่อนข้าวในนาประมาณ 2-3 แดด แล้วจึงรวมกองก่อน ค่อยทำการนวด

                             – การเกี่ยวข้าวโดยใช้รถเกี่ยวนวด  เมล็ดข้าวที่ยังมีความชื้นสูง ต้องตากบนลาน       ในสภาพที่แดดจัดเป็นเวลา 1-2 วัน พลิกกลับเมล็ดข้าววันละ 3-4 ครั้ง ให้ความชื้นเหลือ 14% หรือต่ำกว่า เพื่อให้เหมาะสมต่อการเก็บรักษา และทำให้มีคุณภาพการสีดี

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  ต้องรู้จักการจัดการดินที่ถูกต้อง และพยายามรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับการปลูกข้าวอินทรีย์ให้ได้ผลดีและยั่งยืนมากที่สุดโดยไม่เผาตอซังข้าว ฟางข้าว และเศษวัสดุอินทรีย์ในแปลงนา  เพราะเป็นการทำลายอินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินโดยการปลูกพืชตระกูลถั่วในที่ว่างในบริเวณพื้นที่นาตามความเหมาะสม แล้วใช้อินทรียวัตถุที่เกิดขึ้นในระบบไร่นาให้เกิดประโยชน์ต่อการปลูกข้าว ไม่ควรปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าก่อนการปลูกข้าว และหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว แต่ควรปลูกพืชบำรุงดิน โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วพร้า โสน เป็นต้น  ถ้าดินมีความเป็นกรดให้ใช้ปูนมาร์ล ปูนขาว หรือขี้เถ้าไม้ปรับปรุงสภาพดิน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติแทบทุกชนิดมีความเข้มข้นของธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ จึงต้องใช้ในปริมาณที่สูงมาก และอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการปลูกข้าวอินทรีย์ และถ้าหากมีการจัดการที่ไม่เหมาะสมก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต  จึงแนะนำนำให้ใช้หลักการธรรมชาติที่ว่า “สร้างให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ใส่ทีละเล็กทีละน้อยสม่ำเสมอเป็นประจำ”  ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติที่ควรใช้ ได้แก่ ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยมูลสัตว์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยน้ำหมัก หรือน้ำสกัดชีวภาพ ควรทำใช้เองจากวัสดุเหลือใช้ในไร่นา ในครัวเรือน นำมาหมักร่วมกับกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงละลายน้ำ แบ่งได้ 3 ประเภท ตามวัสดุที่นำมาใช้ ได้แก่ น้ำสกัดจากสัตว์ วัสดุที่ใช้ ได้แก่ หอยเชอรี่ ปูนา เศษปลาหรือเศษเนื้อ น้ำสกัดจากพืช ได้แก่ ผักต่างๆ ใบสะเดา ตะไคร้หอม พืชสมุนไพรต่างๆ น้ำสกัดจากผลไม้ เศษผลไม้จากครัวเรือน มะม่วง สับปะรด กล้วย มะละกอ ฟักทอง

เทคนิคที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการทำงาน  คือ  มีความรู้เพิ่มขึ้นในการดำรงชีวิต และถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้

ข้อสังเกตที่พบระหว่างการปฏิบัติตามขั้นตอน  คือ  ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำไม่เพียงพอ

ข้อพึงระวัง เพื่อไม่ได้เกิดความผิดพลาดอย่างที่เจ้าของความรู้ปฏิบัติแล้วเกิดความเสียหายหรือ ต้องแก้ไข  คือ  หมั่นสังเกตดูแลเป็นประจำ และจดบันทึกไว้

วิธีแก้ปัญหาเมื่อเกิดความผิดพลาด  คือ  ใช้สติปัญญาของตนเอง และขอคำแนะนำปรึกษาจากผู้รู้/หน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายต่างๆ

เกียรติคุณ/รางวัลที่ได้รับ

1) รางวัล เกียรติบัตรอินทรีย์    จากหน่วยงาน สำนักงานเกษตรอำเภอจอมพระ

2) รางวัล ทำเกษตรอินทรีย์      จากหน่วยงาน องค์การบริหารส่วนตำบลจอมพระ

 ประสบการณ์ถ่ายทอดความรู้

                   -เป็นวิทยากรร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนทั้งในหมู่บ้านและตำบล

(Visited 1,421 times, 1 visits today)